พระมหาชนก”ความเพียร ปัญญา และกำลังกาย นำไปสู่ความสำเร็จ

พระมหาชนก
“ขอจงมี ความเพียร ที่บริสุทธิ์ปัญญาที่เฉียบแหลมกำลังกายที่สมบูรณ์”
จากพระราชปรารภเรื่อง“พระมหาชนก” พระราชนิพนธ์ใน
“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช”

พระมหาชนก” เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและ  ดูหนังไทย สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้าได้ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกส์ไทย (TACGA)ซึ่งประกอบด้วยบริษัทด้านดิจิทัลคอนเทนต์กว่า 15 บริษัท และผู้ชำนาญการด้านงานแอนิเมชันกว่า 250 คน จัดทำขึ้นเป็นภาพยนตร์การ์ตูรแอนิเมชันเรื่อง “พระมหาชนก” ขึ้น โดยใช้ระยะเวลาผลิตทั้งสิ้น 4 ปี จากปี 2553-2557

“พระมหาชนก”  มีเนื้อหาที่กล่าวถึงความเพียร ปัญญา และกำลังกาย โดยแบ่งเรื่องออกเป็น 3 องก์ ได้แก่ องก์1 กำเนิด องก์2  ความเพียร และองก์3 ปัญญา โดยเนื้อหากล่าวถึง พระมหาชนก บุตรของพระเจ้าอริฏฐชนก ทายาทของพระเจ้ามหาชนก แห่งเมืองมิถิลา ที่ทรงมีเหตุที่ต้องออกจากพระราชวังด้วยความเข้าใจผิด ก่อนจะดำเนินชีวิตตั้งมั่นในหลักความเพียร ว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรถึง 7 วัน 7 คืน จนได้มาสมรสและครองเมืองมิถิลาอีกครั้งก่อนที่พระองค์จะนำความรู้และสติปัญญามาสอนให้เหล่าอำมาตย์ ข้าราชการ และประชาชน ให้มีความรู้ และมีสามัญสำนึกไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ทำให้สังคมเจริญรุ่งเรืองอยู่กับอย่างผาสุกสืบต่อไปกาลนาน

ภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันเรื่องพระมหาชนกมีเป้าหมายที่จะมุ่งให้เด็กและเยาวชนได้ดู และเข้าใจถึงคุณธรรมที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานแก่พสกนิกรไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเพียร การใช้สติปัญญา และการมีกำลังกายที่สมบูรณ์ ซึ่งนอกจากการถ่ายทอดเนื้อหาเหล่านี้แล้ว ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นถึงฝีมือของคนไทย ในการผลิตคอนเทนต์ในรูปแบบดิจิทัล หรือ Digital Content ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ Digital Economy

นายมนต์ชัย ศรีเจริญศักดิ์ ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการตลาด 2 สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือ ซิป้า กล่าวว่า ซิป้าได้ประสานงานกับทางสถานีโทรทัศน์และสื่อต่างๆ เพื่อนำภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชัน “พระมหาชนก” กลับมาออกอากาศอีกครั้ง หลังจากที่เคยออกอากาศไปแล้วเมื่อปี 2557  โดยจะเผยแพร่ในรูปแบบภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันความยาวทั้งสิ้น 112 นาที เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมกับพระอัจริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอีกครั้งหนึ่ง เพราะคำสอนของพระองค์ท่านนั้นยังคงอยู่ ผมจึงขอเชิญชวนทุกท่านรับชมภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันเรื่อง “พระมหาชนก” หรือผู้ที่ยังไม่เคยชมให้มาชมกันในช่วงนี้เพราะเป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระองค์ท่านที่ทรงต้องการพระราชทานหลักธรรมนำชีวิตให้กับพสกนิกรชาวไทยอันเป็นที่รักของพระองค์ทุกคน

 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรง มีพระบรมราชวินิจฉัยภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันเรื่องพระมหาชนกด้วยพระองค์เอง ในทุกรายละเอียด อาทิ ทรงค้นเรื่องพระมหาชนกในพระไตรปิฎกและทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษตรงจากมหาชนกชาดก ตั้งแต่ต้นเรื่อง โดยทรงดัดแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังทรงแปลเป็นภาษาสันสกฤตประกอบอีกภาษา รวมทั้งแผนที่ฝีพระหัตถ์แสดงสถานที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเมืองโบราณบางแห่งและข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับทิศทางลม กับกำหนดวันเดินทะเลตลอดจนจุดอัปปางของเรืออับโชค ทรงคาดคะเนโดยอาศัยข้อมูลทางโหราศาสตร์ แสดงถึงพระปรีชาในด้านอักษรศาสตร์ ภูมิศาสตร์และโหราศาสตร์ไทย

นอกเหนือจากการประสานงานเพื่อเผยแพร่ภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันเรื่องพระมหาชนก ในสถานีโทรทัศน์ต่างๆ แล้ว ซิป้า ยังได้แจกจ่ายดีวีดีภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันเรื่องพระมหาชนกให้เป็นของที่ระลึกให้กับประชาชนที่เดินทางมาแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บริเวณหน้าพระบรมหาราชวัง  และซิป้ายังมีแผนเผยแพร่ภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชัน “พระมหาชนก” เพื่อแสดงถึงพระอัจริยภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้ประชาชนได้ทราบต่อไป

พระเจ้ามหาชนกกษัตริย์แห่งกรุงมิถิลา มีพระราชโอรสสองพระองค์ พระนามว่า อริฏฐชนก และ โปลชนก เมื่อสวรรคตแล้ว พระอริฏชนกได้ครองราชสมบัติและทรงตั้งพระโปลชนกเป็นอุปราช อมาตย์ผู้ใกล้ชิดได้กราบทูลใส่ร้ายว่า พระอุปราชโปลชนกคิดไม่ซื่อ พระอริฏฐชนกก็หลงเชื่อ สั่งจองจำพระโปลชนก แต่พระโปลชนกตั้งจิตอธิษฐานและหลบหนีไปได้ ภายหลังได้รวบรวมพลมาท้ารบและเอาชนะได้ในที่สุด พระอริฏฐชนกสิ้นพระชนม์ในที่รบ พระเทวีที่กำลังทรงครรภ์จึงปลอมตัวหนีออกนอกเมือง ด้วยความช่วยเหลือของท้าวสักกเทวราชจึงเสด็จหนีไปจนถึง
เมืองกาลจัมปากะ ได้พราหมณ์ผู้หนึ่งอุปการะไว้ในฐานะน้องสาว ต่อมามีพระประสูติกาล ตั้งพระนามพระโอรสตามพระอัยยิกาว่า “มหาชนก” จวบจนกระทั่งมหาชนกเติบใหญ่ และได้ทราบความจริง ก็คิดจะไปค้าขายตั้งตัว แล้วจะไปเอาราชสมบัติคืน จึงนำสมบัติกึ่งหนึ่งของพระมารดาไปขาย แลกเป็นสินค้าออกเรือไปยังสุวรรณภูมิ ระหว่างทางในมหาสมุทร เรือต้องพายุล่มลง ลูกเรือตายหมดยังแต่พระมหาชนกรอดผู้เดียว
ทรงอดทนว่ายน้ำในมหาสมุทรด้วยความเพียร 7 วัน 7 คืน จนได้พบนางมณีเมขลาในที่สุดนางมณีเมขลาได้อุ้มพระมหาชนกไปส่งยังมิถิลานคร ฝ่ายมิถิลานคร พระโปลชนกได้สวรรคตเหลือเพียงพระราชธิดานาม “สีวลีเทวี” ก่อนสวรรคตทรงตั้งปริศนาเรื่องขุมทรัพย์ทั้งสิบหกไว้สำหรับผู้จะขึ้นครองราชย์ต่อไป แต่ไม่มีผู้ใดไขปริศนาได้ เหล่าอมาตย์จึงได้ประชุมกันแล้วปล่อยราชรถ ราชรถก็แล่นไปยังที่มหาชนกบรรทมอยู่ เหล่าอมาตย์จึงเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์และอภิเษกกับสีวลีเทวี ทรงไขปริศนาต่างๆ ได้ และทรงครองราชสมบัติโดยธรรม วันหนึ่ง พระมหาชนก ทรงประทับบนคอช้างเพื่อทอดพระเนตรอุทยาน ใกล้ประตูอุทยานมีมะม่วง 2 ต้น ต้นหนึ่งมีผล ต้นหนึ่งไม่มีผล ผลนั้นมีรสหวานเหลือเกิน พระมหาชนกทรงเก็บมาเสวยผลหนึ่ง แล้วเสด็จเข้าอุทยาน คนอื่นๆ
ตั้งแต่พระอุปราชลงมาต่างก็แย่งเก็บผลมะม่วง จนมะม่วงต้นนั้นโค่นลง พระมหาชนกทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็เกิดความสังเวชที่คนทั้งหลายหวังแต่ประโยชน์อย่างขาดปัญญา รำลึกได้ว่านางมณีเมขลาเคยสั่งให้พระองค์ตั้งมหาวิทยาลัย จึงได้ปรึกษากับพราหมณ์ ในที่สุดได้ตั้งมหาวิชชาลัยปูทะเลย์ขึ้น โดยรำลึกว่าขณะที่ทรงว่ายน้ำในมหาสมุทรทั้ง 7 วัน 7 คืน มีปูทะเลยักษ์มาช่วยหนุนพระบาท

“หนังสือเรื่องนี้เป็นที่รักของข้าพเจ้าเอง เป็นสิ่งที่เห็นว่ามีความสำคัญ และ โดยที่เป็นผู้ที่ได้ก่อขึ้นมา ซึ่งเป็นตัวการ รู้ตัวว่าตัวเองเป็นผู้ที่ทำขึ้นมา ถ้าไม่มีตัวเราเองมีแต่ชาดก แล้วก็มีแต่ชาดกภาษาไทยที่แปลมาจากภาษาบาลี มีแต่ชาดกอาจจะเป็นภาษาอังกฤษที่เขาแปลมาจากภาษาบาลี ใครไปอ่านก็ไม่รู้เรื่องและไม่มีความหมายอะไรมากนัก”

ความจากตอนหนึ่งใน พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดตัวหนังสือเรื่องพระมหาชนก ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดาฯ พระราชวังดุสิต

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าพระมหาชนก เป็นพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ และจากพระราชดำรัสข้างต้น จึงขอชวนพิจารณาพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ ด้วยเรารับรู้เป็นอย่างดีว่าพระราชนิพนธ์เรื่องนี้เป็นเลิศในการยกตัวอย่างการสอนคติเรื่องของความเพียร อีกทั้งเราก็เพลิดเพลินกับปาฏิหาริย์การว่ายน้ำข้ามทะเลเจ็ดวันเจ็ดคืนของพระมหาชนก จนปาฏิหาริย์มีจริงเมื่อนางมณีเมขลาปรากฏตัวตรงหน้าของพระมหาชนก แน่นอน ! “ความเพียรนำไปสู่ความสำเร็จ” แต่หากเรารับรู้แค่นี้ ก็ถือว่ายังไม่คุ้มกับการอ่านพระราชนิพนธ์อันเป็นที่รักของรัชกาลที่ ๙

เพราะแท้จริงแล้วพระราชนิพนธ์นี้ เป็นการนำเอาชาดกเรื่อง พระมหาชนก ซึ่งเป็นหนึ่งในทศชาติชาดกของพระพุทธเจ้า มาสอนคนไทยโดยใส่รหัสต่าง ๆ เอาไว้ให้ดูเป็นเรื่องใกล้ตัวคนไทยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าผู้อ่านมาจากสายอาชีพใดก็จะตีความและนำไปใช้ประโยชน์กับตนเองต่าง ๆ กันไป มีคติสอนใจที่ใช้ได้ตั้งแต่พระราชายันประชาชน คือมีตั้งแต่หลักทศพิธราชธรรม ไปจนถึงการสอนฟื้นฟูต้นมะม่วง แม้แต่วิธีการฟื้นฟูต้นมะม่วง ๙ วิธีก็ถูกตีความหรือหยิบจับไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ กันไป วิธีการฟื้นฟูต้นมะม่วง ๙ วิธี คือ ๑. เพาะเม็ดมะม่วง ๒. ถนอมรากที่ยังมีอยู่ให้งอกใหม่ ๓. ปักชำกิ่งที่เหมาะแก่การปักชำ ๔. เอากิ่งดีมาเสียบยอดกิ่งของต้นที่ไม่มีผลให้มีผล ๕. เอาตามาต่อกิ่งของอีกต้น ๖. เอากิ่งมาทาบกิ่ง ๗. ตอนกิ่งให้ออกราก ๘. รมควันต้นที่ไม่มีผลให้ออกผล ๙. ทำ ชีวาณูสงเคราะห์ ซึ่งวิธีการ ๙ วิธีนี้ก็ถูกนักวิชาการสายงานต่าง ๆ ตีความและนำไปใช้ประโยชน์กับสายงานตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสายงานด้านการเกษตรก็ถือว่า ๙ วิธีนี้คือวิธีการขยายพันธุ์ต้นไม้แบบสมัยใหม่ หรือนักวิชาการด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ก็ตีความว่าแต่ละขั้นตอนนั้นคือนัยยะของวิธีการพัฒนาคน หรือบุคคลที่เป็นสายทางด้านการเมืองก็จะตีความไปในทางการเมือง เป็นต้น

เรื่องของการฟื้นฟูต้นมะม่วง รวมไปถึงการตั้งสถาบันอบรมในพระราชนิพนธ์พระมหาชนก ก็เกิดจากที่ รัชกาลที่ ๙ ได้มีพระราชดำริว่า ภารกิจของพระมหาชนกยังไม่สมบูรณ์ที่จะเสด็จออกแสวงโมกขธรรม ถึงแม้ว่าพระมหาชนกจะสำเร็จในความเพียรและสร้างความเจริญให้กับมิถิลาแล้วก็ตาม ซึ่งจากชาดกเดิมนั้นเรื่องจะจบแค่พระมหาชนกพิจารณาต้นมะม่วงที่มีผลมากมายว่าเหมือนพระองค์ที่เป็นกษัตริย์ มีทรัพย์สมบัติและอำนาจ ย่อมมีคนปรารถนาในทรัพย์และอำนาจของพระองค์

วันหนึ่งจะเป็นภัยกับพระองค์ได้ แตกต่างจากต้นมะม่วงอีกต้นที่ไม่มีผลที่ยังคงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ พระมหาชนกจึงคิดที่จะแสวงหาโมกขธรรม แต่จากกรณีต้นมะม่วงนี้รัชกาลที่ ๙ มองไกลไปกว่านั้นว่ากรณีนี้บ่งบอกได้ว่าชาวเมืองมิถิลายังไม่มีวิทยาการ ความรู้ และมองไม่เห็นแม้แต่ผลประโยชน์ที่เป็นของตนเองแท้ ๆ จึงควรมีการตั้งสถาบันอบรมสั่งสอนให้กับประชาชนมิถิลา ซึ่งถือว่ารัชกาลที่ ๙ ได้เติมเต็มความยั่งยืนระยะยาวให้กับพระมหาชนก ให้ภารกิจของพระมหาชนกสมบูรณ์ยิ่งขึ้น พร้อม ๆ ไปกับการพระราชนิพนธ์เนื้อหาที่ใช้สอนประชาชนคนไทยด้วย

การเอาเรื่องราวพระมหาชนกที่เป็นหนึ่งในทศชาติชาดกของศาสนาพุทธมาสื่อสารให้ใกล้ตัวคนไทยนั้น เรื่องราวจึงถูกใส่รหัสความเป็นไทยลงไป เพื่อใช้สื่อสารกับคนไทย เนื้อเรื่องที่มีการใส่ความเป็นไทยเข้าไปนอกเหนือจากชาดก เช่น ที่ตั้งของดินแดนสุวรรณภูมิที่ระบุชัดเจนว่าดินแดนสุวรรณภูมิคือประเทศไทย สะท้อนจากจิตกรรมประกอบพระราชนิพนธ์มีข้อความระบุคำว่าสุวรรณภูมิไว้บนแผนที่ประเทศไทย นอกจากนี้ยังสอดแทรกความเป็นไทยลงไปในจิตรกรรม มีทั้งการแต่งกาย

เช่น ชุดราชปะแตน ชุดนักเรียน ชุดทหาร เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องดนตรีไทย สถานที่ เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม อีกทั้งยังมีการใส่วิทยาการสมัยใหม่ลงไปให้จิตรกรรมเป็นศิลปะในสมัยรัชกาลที่ ๙ เช่น การแต่งกายของผู้คนในสมัยรัชกาลที่ ๙ เป็นต้น และตามพระราชดำริที่มีการต่อเติมตอนจบให้มีการตั้งสถาบันโพธิยาลัยขึ้น ก็มีการอ้างอิงถึง “สถาบันฤษีดัดตนที่วัดพระเชตุพน ในเทวมหานคร เมืองสุวรรณภูมิ” ซึ่งเทวมหานครความหมายก็สอดคล้องกับ กรุงเทพมหานครฯ คือที่อยู่ของเทวดา พูดได้ว่าพระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๙ ถือว่าเป็นพระมหาชนกที่ถูกทำให้กลายเป็นพระมหาชนกฉบับที่มีความเป็นไทย ที่มุ่งหวังให้คนไทยนำไปใช้ประโยชน์

จินตนาการเกินพระราชนิพนธ์

นอกเหนือจากการจินตนาการต่าง ๆ ในพระราชนิพนธ์พระมหาชนกฉบับ พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่เสริมเติมแต่งให้กับพระมหาชนกในทศชาติชาดกฉบับเดิมแล้ว ยังมีประเด็นของการจินตนาการอีกรูปแบบหนึ่งคือการ “จินตนาการเกินพระราชนิพนธ์” เรื่องนี้ถือว่าจินตนาการไปไกลกว่าที่พระมหาชนก หรือนางมณีเมขลาจะหยุดยั้งได้จริง ๆ เนื่องจากในปัจจุบันพระราชนิพนธ์พระมหาชนกถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่มีปาฏิหาริย์ยิ่งใหญ่กว่าปาฏิหาริย์ว่ายน้ำข้ามทะเลเจ็ดวันเจ็ดคืนเสียอีก คือเรื่องของการที่พระราชนิพนธ์พระมหาชนกถูกตีความด้วยการถอดรหัสออกมาจนน่าขนลุก ว่าได้มีการทำนายประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องของการเมืองเอาไว้ ว่าจะเกิดสงครามกลางเมืองของประชาชน การเผาบ้านเผาเมือง การแย่งชิงอำนาจของภาคประชาชน นักการเมืองชั้นเลว ต่าง ๆ นานา ที่เกิดขึ้นหลัง พ.ศ. ๒๕๔๘ เมื่อฟังดูแบบนี้ก็น่าขนลุก เพราะสิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริง ๆ แต่ ! ทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างหนึ่งในการศึกษาบางสิ่งบางอย่างที่ผู้ศึกษานำไม้บรรทัดปัจจุบัน ไปวัดพระราชนิพนธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙ ถือเป็นเรื่องเหนือจินตนาการเกินไป และต้องบอกว่าจินตนาการเหล่านี้เหนือไปจากในพระราชนิพนธ์ จริง ๆ ก็ไม่ต่างกับการมานั่งตีความตัวเลขจากความฝันในตอนที่หวยออกแล้ว ซึ่งตีความอย่างไรก็ถูกหวยอยู่ดี นี่แหละนิสัยคนไทยบางจำพวก แม้แต่พระราชนิพนธ์พระมหาชนกที่ถูกวางไว้บนชั้นหนังสือหมวดพระพุทธศาสนา ยังมีมือดีนำไปวางรวมบนชั้นหนังสือหมวดการเมืองได้อีก

เพราะฉะนั้น พระราชนิพนธ์อันเป็นที่รักของรัชกาลที่ ๙ นี้เป็นหนังสือที่มีคุณค่าในตัวเองอยู่แล้วในแง่ที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยการปรับเปลี่ยน ตีความ ให้เป็นคติสอนใจที่เหมาะสมกับชีวิตและสายงานของบุคคลต่าง ๆ และมีการทำให้ชาดกที่ไกลตัวเป็นเรื่องใกล้ตัวให้เข้าถึงคนปัจจุบันได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นหนังสือที่ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์ทำให้สามารถนำเรื่องราวจากทางธรรมมาใช้กับทางโลกได้ พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ก็ทรงคุณค่ายิ่งแล้ว ไม่มีความจำเป็นอันใดเลยที่จะต้องทำให้พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ดูมีปาฏิหาริย์เหนือธรรมชาติ หรือผูกโยงไปกับความขัดแย้งในปัจจุบัน

Drop Your Comment

Proudly powered byWordPress. Theme byWeblizar.