5 แพร่ง เกือบตายถ้าไม่มี แพร่งที่ 5 ทางค่ายหนัง GTH

ถ้าใครเคยได้มีโอกาสไปดูหนัง เรื่อง 5 แพร่ง ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนตั้งหน้าตั้งตารอชม ดูหนังไทย จากบรรยากาศและการจัดงาน ท่าทางค่ายหนัง GTH จะหวังไว้กับหนังเรื่องนี้เอาไว้มาก คาดว่าคงจะเล็งไว้ที่ 80-100 ล้านบาทแน่ ๆ

ตามโปรแกรมหนังต้องเริ่มฉาย 20.10 น. แต่ก็ต้องล่าช้าออกไป จนถึง 20.30 น. เพราะว่า คนที่เข้ามาชมหนัง ยังเข้าโรงหนังไม่หมดกันเลย และถึงแม้หนังจะเริ่มฉายเรื่องแรกไปเกือบครึ่งเรื่อง คนก็ยังทะยอยเข้าโรงกันไม่หมด มันช่างเหมือนบรรยากาศหนังกลางแปลงจริง ๆ ที่ถึงหนังจะฉาย คนก็ยังเดินกันอยู่เลย

และเนื่องด้วยเวลาที่เกินเลย ทางโรงหนังและคนจัด ก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง ไม่มีหนังตัวอย่าง ไม่มีโฆษณา ภาพแรกก็เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีกันเลย ซึ่งผมก็เพิ่งเคยเห็นนี่ล่ะ..แต่ก็ดี ชอบ แบบนี้

รูปนักแสดงห้าแพร่ง

เรื่องย่อ ที่ทางค่ายเขาลงไว้เพื่อประชาสัมพันธ์ ส่วนหลังจากเรื่องย่อจะเป็นความคิดเห็นส่วนตัวและสปอยล์เนื้อหาบางส่วนล่ะ ใครที่ยังไม่ได้ดูหนังอาจจะเสียอรรถรส

แพร่งแรกที่ฉาย คือ “หลาวชะโอน”
กำกับโดย : ปวีณ ภูริจิตปัญญา (ยันต์สั่งตาย)

สำหรับ เป้ (เก้า-จิรายุ ละอองมณี) เด็กชายวัยสิบสี่ ‘กรรม’ เป็นเรื่องเชยโคตรๆ เขาลงมือปาหินใส่รถกระบะแถวบ้านเพียงเพราะอยากได้มือถือใหม่ เมื่อเหยื่อตาย แม่พาเป้หนีไปบวชในวัดป่าห่างไกล ภายใต้ผ้าเหลืองเป้พ้นจากมือกฎหมาย แต่กลับตกอยู่ในเงาของมืออีกมือหนึ่ง มันเอื้อมเข้ามาหาเขาช้าๆ ทว่าไม่หยุดยั้ง นั่นเพราะ ‘กรรม’ ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่แม่ใคร มันไม่รู้จักคำว่า ‘ให้อภัย’

แพร่งที่ 2 ที่ฉาย คือ “ห้องเตียงรวม”
กำกับโดย : วิสูตร พูลวรลักษณ์

หนุ่มทะเล้นขี้เล่นคนหนึ่ง (แดน วรเวช) มอเตอร์ไซค์คว่ำขาหักทั้งสองข้าง จากห้องฉุกเฉินเขาถูกย้ายไปสู่ห้องเตียงรวม ทั้งๆที่อยากนอนห้องพิเศษ และในห้องรวมนี้ คนไข้เตียงติดกับชายหนุ่มเป็นร่างไร้สติของชายชราอาการโคม่าที่นอนรอวันปิดอ็อกซิเจนมาแล้วร่วมเดือน แต่เหมือนกับจะรู้ว่าเพื่อนหนุ่มหน้าใหม่เป็นคนขี้กลัว คืนนั้นชายแก่จึงลุกขึ้นมาเยี่ยมเขาถึงข้างเตียง!!

แพร่งที่ 3 ที่ฉาย คือ “Backpackers”
กำกับโดย : ทรงยศ สุขมากอนันต์ (เด็กหอ)

คู่รักญี่ปุ่นคู่หนึ่งฉลองเรียนจบด้วยการแบ็กแพ็กตะลุยเมืองไทย ขากลับจากสมุยพวกเขาใช้วิธีโบกรถเข้ากรุงเทพฯ แต่โบกไม่ได้สักคัน หนุ่มยุ่นตัดสินใจใช้แบงค์พันเป็นรางวัลล่อ รถพ่วงคันหนึ่งจึงจอดรับ โชคร้ายที่สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังตู้คอนเทนเนอร์และใบหน้ายิ้มแย้มของคนขับกับเจ้าเด็กรถ (แน๊ก-ชาลี ไตรรัตน์)เป็นบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้อะดรีนาลีน ของทุกคนต้องคลั่ง

แพร่งที่ 4 ที่ฉาย คือ “รถมือสอง”
กำกับโดย :  ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ (เที่ยวบิน 224)

คนมีประวัติ รถก็มีประวัติ ยิ่งเป็นรถมือสองประวัติศาสตร์ของแต่ละคันอาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของใหม่อยากรู้ กลางดึกสงัดหลังเต๊นท์ปิด นุช (นิโคล เทริโอ) เจ้าของเต๊นท์รถมือสองขนาดใหญ่ย่านชานเมืองพบว่าลูกชายของเธอหายตัวไป ท่ามกลางแถวรถนับร้อยคัน เทปกล้องวงจรปิดจับภาพได้ว่าลูกของเธอแอบเข้าไปเล่นในรถคันหนึ่งที่เธอเพิ่งรับซื้อมา…แล้วไม่กลับออกมาอีกเลย

แพร่งที่ 5 ที่ฉายคือ “คนกอง”
กำกับโดย : บรรจง ปิสัญธนะกูล (คนกลาง)

เต๋อ, เผือก, ชิน และ เอ เป็นทีมงานหนังผีที่การถ่ายทำดำเนินมาถึงคิวสุดท้าย คืนสุดท้าย ฉากสุดท้าย เหลือเพียงสองช็อตสุดท้าย แต่แล้วนักแสดงสาวหน้าใหม่ที่รับบทเป็นผีเกิดหัวใจวายตายกลางกองถ่าย ซวยสุดยอดที่ก่อนหน้านั้นเต๋อดันไปเสร่อทำเท่สอนเธอว่า “The show must go on” เธอจึงกลับมาเพื่อแสดงต่อ ทั้งสี่จึงต้องถ่ายหนังผี ที่มีผี เล่นเป็นผี ให้จบให้จงได้ โดยห้าม ‘พี่ช่า’ (มาช่า วัฒนพานิช) นางเอกของหนังรู้ความจริงเป็นอันขาด

หนังเรื่อง “5 แพร่ง” สานต่อความเร็จจากหนังเรื่อง “4 แพร่ง” ที่ทำออกมาได้ดีพอสมควร และก็มีบางเรื่องใน 4 แพร่งที่ถูกยกย่องและพูดถึงเป็นอย่างมาก รวมถึงรายได้ก็เป็นที่น่าพอใจ จึงเกิดโปรเจค 5 แพร่งขึ้นมา

หนังเรื่อง 5 แพร่งมีไอดีเดียอยู่ตรงที่การหยิบเอาเหตุการณ์ในข่าวหน้าหนึ่ง มาต่อยอดให้กลายเป็นหนังสยองขวัญ เช่นเรื่องเปรต ปาหิน รถลักลอบขนแรงงาน หรือเรื่องสยอง ๆของรถมีประวัติ

หนังเรื่องหลาวชะโอน ของ ปวีณ ภูริจิตปัญญา คนที่กำกับเรื่อง ยันต์สั่งตาย ในภาคก่อนที่ถูกติเรื่องซีจี มาครั้งนี้เขาทำหนังเน้นบรรยากาศมากขึ้น โดยมีซีจีเข้ามาผสมนิดหน่อยในการให้ภาพของเปรต ซึ่งแม้จะแว้บเข้ามาให้เห็นเพียงสั้นๆ ในแต่ละซีน มันก็ยังคงดูอ่อนด้อยอยู่ดี

ทั้งที่บรรยากาศนั้นส่งต่อเรื่องอย่างมาก ทั้งวัดเก่าที่ดูลึกลับ ป่าที่รกครึ้ม หนังกลับใช้ประโยชน์จากโลกเกชั่นได้ไม่เต็มที่ แต่หันไปเน้นความตื่นเต้นจากเสียงซาวด์เอฟเฟค ที่มันออกจะรกเกินไปหน่อย ผมว่าถ้าลดไอ้บรรดาเสียงเอฟเฟคลง และปล่อยให้ความเงียบของป่าทึบทำหน้าที่หลอนโดยตัวของมันน่าจะดีกว่านี้ เสียงหวีดหวิวของเปรตมันออกจะอึกทึกครึกโครมเกินไปจนน่ารำคาญ

5แพร่ง

หนังเรื่อง ห้องเตียงรวม ถือเป็นการหันมาจับงานกำหนังเป็นครั้งแรกของบอสใหญ่ ค่าย GTH  วิสูตร พูลวรลักษณ์ ซึ่งก็สามารถส้รางความตกอกตกใจให้กับผมได้พอสมควร แต่ไม่ได้ถึงขั้นสยองขวัญ หนังยังคงใช้ประโยชน์จากเสียงซาวด์เอฟเฟคเพื่อสร้างความตื่นเต้น

หนังไม่ได้มีอะไรมากนัก บทไม่มีอะไรซับซ้อน และมีบทสรุปที่เหนือจริง ซึ่งก็อาจจะเหมาะกับคนที่กำกับหนังเป็นครั้งแรก อย่างคุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ เรียกได้ว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่ได้รู้สึกอินอะไรเลย ในฐานะคนดู

หนังเรื่องสุดท้ายที่ฉาย คือ คนกอง หนังเรื่องนี้กำกับโดย บรรจง ปิสัญธนะกูล คนเดียวกับที่กำกับเรื่อง คนกลาง จาก 4 แพร่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ดีที่สุดในเรื่องนั้น มาครั้งนี้ หนังเรื่องคนกอง เขาทำได้ดีมากขึ้นไปอีก คนกอง กลายเป็นเพียงเรื่องเดียวที่ผมชอบที่สุดในบรรดา 5 เรื่อง ใน 5 แพร่ง

อาจจะเพราะหลังจากที่ทนกับเสียงซาวด์เอฟเฟคที่หนวกหู บวกรวมกับอาการตกใจที่ได้รับเป็นระยะๆ ย้ำว่าตกใจ ไม่ใช่สยอง เมื่อมาถึงคิวหนัง เรื่องคนกอง มันทำให้ทุกอย่างผ่อนคลาย และสามารถดูหนังต่อไปได้อย่างสนุกสนาน เรียกได้ว่า คนกอง มาถูกที่ถูกเวลา

ผมอยากจะชื่นชม บรรจง ปิสัญธนะกูล ว่าคนอะไรทำหนังได้สนุกเป็นบ้า ผมสามารถพูดได้เลยว่า หาก 5 แพร่งไม่มี คนกอง หนังเรื่องก็คงไม่มีอะไรพิเศษให้น่าพูดถึง

คนกอง เลือกที่จะหยิกแกมหยอกตัวเองในฐานะของคนทำหนังสยองขวัญ ที่ทุกวันนี้ไม่รู้จะเดินไปทางไหนได้แล้ว เพราะมันแทบจะไม่เหลือมุมอะไรให้หักกันได้อีก ซึ่งการล้อตัวเองแบบฉลาดๆ แบบนี้ ทำให้หนังได้ใจผมไปเต็มๆ

ผมไม่เคยรู้สึกว่ามาช่า แสดงหนังเรื่องแฝด ได้ดีอะไรมากมาย แต่พอมาเล่นเรื่อง คนกอง ที่ล้อตัวเองในหนังเรื่องแฝด ผมรู้สึกประหลาดใจกับการแสดงของเธอเป็นอย่างมาก รวมถึงคนอื่นๆก็ฮาได้ใจ มุขที่หนังปล่อยออกมาเรียกได้ว่าสำเร็จ อาจจะไม่ใหม่ แต่ว่า”สำเร็จ” นี่เราดูหนังสยองขวัญอยู่หรือเปล่า

โดยสรุป หนังเรื่อง 5 แพร่งไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น แต่ก็ไม่เสียหายถ้าจะตีตั๋วเข้าชม เพราะสำหรับผม แค่เข้าไปดู เรื่องคนกอง เพียงเรื่องเดียว ก็คุ้มแล้วล่ะ เพราะนานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้รู้สึกสนุกกับการดูหนังในโรงได้ขนาด
เกร็ดความรู้
  • ผู้สร้างได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนบทภาพยนตร์มาจากประเด็นข่าวหน้า 1 ตามหน้าหนังสือพิมพ์
  • แนวคิดของตอน หลาวชะโอน มาจากความต้องการทำหนังผีที่หลากหลาย ให้ดูเป็นทางการ์ตูนจัด ๆ มีแนวทางในการเล่าเรื่องเยอะ ๆ มีการสร้างภาพเทคนิคพิเศษเข้ามาเกี่ยวข้อง และทดลองทำหนังผีที่เป็นแนวดราม่า
  • เก้า – จิรายุ ละอองมณี ที่รับบท เป้ ในตอน หลาวชะโอน และ เร แม๊คโดแนลด์ได้รับบทเป็นพระเป็นครั้งแรกในชีวิต ต่างก็ยอมโกนศีรษะจริงเพื่อความสมจริง
  • ตอน หลาวชะโอน ถ่ายทำกันในวัดกลางป่าที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยต้องเดินจากถนนไปไกลเกือบ 3 กิโลเมตร และต้องเลาะห้วยอย่างยากลำบากกว่าจะถึงถ้ำที่ใช้ถ่ายทำ
  • ฉากในเรื่องของการหลอกผี ต้องการให้เหมือนในหนังผีโบราณ ที่จะดูไม่ตัดต่อเยอะ แทบจะไม่มีคัตเลย โดยนักแสดงไม่เห็นตัวผีต้องจินตนาการว่ามีผี แล้วจึงมาใส่ซีจีภายหลัง ตอนหลาวชะโอน ใช้เวลาถ่ายทำราว 7-8 วัน
  • ตอน “ห้องเตียงรวม” มีผู้กำกับคือ วิสูตร พูลวรลักษณ์ ที่เป็นผลงานการกำกับการแสดงครั้งแรกเมื่ออายุ 50 กว่าๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ยงยุทธ ทองกองทุนประสบอุบัติเหตุ ทางคุณจิระ มะลิกุลและผู้กำกับจีทีเอชจึงขอร้องให้มากำกับสักเรื่อง
  • ตอน “ห้องเตียงรวม” มีอยู่ 141 ช็อต ใช้เวลาถ่ายทำ 2-3 วัน ถ่ายตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงตี 2 โดยในวันถ่ายทำ คุณจิระมาช่วยถ่ายกล้อง 2 และได้ ย้ง ทรงยศ ถ่ายภาพนิ่ง และเอส คมกฤษ มาช่วยเป็นแอ็กติงโค้ชให้นักแสดง
  • ตอน Backpacker เป็นตอนที่เน้นให้มีเนื้อเรื่องมีทิศทางไปทางทริลเลอร์ ใช้เวลาถ่ายทำ 7 วัน และสาเหตุการเลือกแบ็กแพ็กเกอร์เป็นคนญี่ปุ่น เดิมทรงยศคิดว่าถ้าเป็นฝรั่งจะเห็นชัดเจนกว่า แต่ต้องการให้ภาพรวมเป็นเอเชียทั้งหมด จึงลงมาที่ประเทศญี่ปุ่นที่เขาเจริญกว่าเรา
  • เต๊นท์ที่ถ่ายทำในตอนรถมือสอง ถ่ายที่กาญจนาภิเษก และรถพัง ๆ กว่า 50 คันในเรื่องก็ได้มาจากสถานีตำรวจที่ชนคนตาย ที่จอดทิ้งไว้ แต่หมอประจำสถานีตำรวจก็ทำพิธีให้ สำหรับฉากผีติดล้อ มีที่มาจากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่เด็กโดนรถกระบะทับ
  • จากกระแสตอบรับที่ดีของตอนคนกลาง ใน สี่แพร่ง (2551) แฟน ๆ อยากให้ทั้ง 4 คนกลับมาร่วมแสดงกันอีก จึงได้คิดเนื้อเรื่องใหม่ขึ้นมา โดยตัวละคร 4 คนไม่เกี่ยวข้องกับตัวละครในตอนคนกลาง และก็ไม่ใช่ภาคต่อหรือภาคก่อน แต่นิสัยเหมือนเดิม
  • ส่วนฉากกับชุดในตอนคนกอง มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับเรื่อง แฝด (2550) คือเป็นเรื่อง แฝด ภาค 2 ที่มีฉากหลังและชุดของมาช่าในเรื่องแฝด โดยผู้เขียนจับทางในเรื่องกระแสตอบรับที่ดีได้ในเรื่องการเสียดสีล้อเลียนให้เพิ่มมากขึ้น เหมือนล้อเลียนในแง่การทำหนังผี เหมือนเป็นการอำตัวเอง อำการทำหนัง อำการคิดหนัง
  • ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัววันแรกด้วยรายได้ 15 ล้านบาท ถือเป็นสถิติใหม่ของภาพยนตร์ผีที่ฉายในเมืองไทย และยังทำรายได้มากกว่า สี่แพร่ง (2551) ถึง 2 เท่าตัว อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกของปีนี้ ที่ทำรายได้ในวันเปิดตัวเท่ากับภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Transformers: Revenge of the Fallen

Drop Your Comment

Proudly powered byWordPress. Theme byWeblizar.