สุขภาพ https://smallbizdevhackathon.com หากิจกรรมอื่นๆ ทำพยายามกระพริบตาบ่อยๆ Mon, 20 Sep 2021 04:47:23 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=5.8.1 ตดเหม็น ตดบ่อย เรื่องธรรมดา ที่น่าอ่าย https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%a1-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3/ https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%a1-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3/#respond Mon, 20 Sep 2021 04:47:23 +0000 https://smallbizdevhackathon.com/?p=1827 ตดหรือ ผายลม แม้จะเป็นกระบวนการทางชีวภาพของร่างกายที่เก […]

The post ตดเหม็น ตดบ่อย เรื่องธรรมดา ที่น่าอ่าย appeared first on สุขภาพ.

]]>
ตดหรือ ผายลม แม้จะเป็นกระบวนการทางชีวภาพของร่างกายที่เกิดขึ้นกับทุกคนเป็นปกติ โดยเฉลี่ยประมาณ 5-15 ครั้งต่อวัน แต่บางครั้ง การผายลม บ่อยหรือผายลมเหม็นอาจทำให้รู้สึกอับอายหรือเป็นกังวลเมื่ออยู่กับผู้อื่น อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้อาจแก้ไขได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสะสมแก๊สในระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะการรับประทานอาหารบางชนิดหรือพฤติกรรมบางประการ

สาเหตุของการตดหรือผายลม

การตดหรือผายลมเกิดจากแก๊สที่สะสมในระบบย่อยอาหารเนื่องจากกระบวนการย่อยสลายอาหารไปเป็นพลังงานของร่างกาย การรับประทานอาหารบางชนิดที่ทำให้เกิดแก๊สมาก หรือการกลืนอากาศซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเคี้ยวอาหาร หายใจ สูบบุหรี่ หรืออื่น ๆ แม้แก๊สส่วนใหญ่จะถูกขับออกมาด้วยการเรอ แต่ก็มีบางส่วนที่ลงไปสู่ระบบย่อยอาหาร ผ่านลำไส้ ทำให้เกิดอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย และขับออกมาในรูปแบบของการผายลมในที่สุด

การมีแก๊สสะสมมากจนทำให้ตดหรือผายลมออกมาอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยที่เป็นไปได้ ดังนี้

อาหารที่รับประทาน อาหารบางชนิดจะทำให้เกิดแก๊สระหว่างที่ถูกย่อยสลายมากกว่าชนิดอื่น ๆ เนื่องจากกระบวนการหรือความยากในการย่อย เป็นสาเหตุให้มีแก๊สในกระเพาะมาก รู้สึกปวดท้อง ท้องอืด และผายลมตามมา โดยเฉพาะอาหารที่ประกอบด้วยน้ำตาลธรรมชาติ มีเส้นใยอาหารสูง หรืออาหารประเภทแป้ง ได้แก่

    • ผักและผลไม้ที่มีน้ำตาลบางชนิดและอาจทำให้เกิดแก๊สในท้องขณะย่อย เช่น น้ำตาลฟรุกโตสที่พบได้ในหัวหอม น้ำตาลแรฟฟิโนสในหน่อไม้ฝรั่ง บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี น้ำตาลซอร์บิทัลจากลูกพรุน ลูกท้อ แอปเปิล รวมถึงผักผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำ เช่น ถั่วลันเตา แต่หากเป็นเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำก็มักจะถูกย่อยและขับผ่านไปได้โดยง่าย ไม่ทำให้เกิดแก๊สหรือรู้สึกไม่สบายท้อง
    • หมากฝรั่งและลูกอมบางชนิดที่มีส่วนประกอบเป็นสารให้ความหวานอย่างซอร์บิทอล (Sorbitol)
    • อาหารจำพวกแป้งซึ่งมีคาร์โบไฮเดรตสูง โดยเฉพาะอาหารที่ทำจากธัญพืช ขนมปัง ข้าวโพด มันฝรั่ง แต่อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ดูเหมือนจะไม่ทำให้เกิดแก๊สก็คือข้าว
    • นมและผลิตภัณฑ์จากนม คนที่มีเอนไซม์แลคเตสไม่เพียงพออาจย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมได้ยาก รวมไปถึงอาหารที่ทำจากนมอย่างไอศกรีม ชีส หรืออาหารใดก็ตามที่มีแลคโตส ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดแก๊สก็ยังอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย
    • ข้าวโอ๊ต อีกหนึ่งอาหารที่สามารถทำให้เกิดแก๊สในท้อง เพราะมีเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำสูง การรับประทานข้าวโอ๊ตจึงควรเริ่มจากปริมาณน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้นเพื่อให้ร่างกายปรับตัว หรือรับประทานสลับกับอาหารจากรำข้าวสาลีซึ่งมีเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำสูง
    • ถั่วต่าง ๆ เช่น ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง หรือถั่วเขียว ซึ่งก็มีน้ำตาลแรฟฟิโนสเช่นกัน อีกทั้งยังประกอบด้วยเส้นใยอาหารชนิดละลายน้ำ
    • เครื่องดื่มน้ำอัดลมหรือน้ำหวาน เครื่องดื่มเหล่านี้ส่งผลให้มีแก๊สในท้องจนรู้สึกไม่สบายท้องได้ เนื่องจากในโซดามีการอัดอากาศหรือแก๊สเข้าไป รวมถึงฟรุกโตสซึ่งเป็นน้ำตาลที่ให้ความหวานและอาจย่อยได้ยาก

ตดเหม็น ป้องกันได้

การกลืนอากาศมากเกินไป อากาศจำนวนมากสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารผ่านการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหาร ซึ่งแก๊สกว่า 50 เปอร์เซ็นต์มาจากอากาศที่กลืนเข้าไปนี้เอง ส่งผลให้มีอาการเรอหรือสะอึกตามมาได้ นอกจากนี้ อากาศบางส่วนก็ยังผ่านเข้าไปสู่ระบบย่อยอาหารและถูกปล่อยออกมาทางทวารหนักในรูปของการผายลม โดยปัจจัยที่ทำให้มีการกลืนอากาศมากเกินไปมักพบว่าเกิดจากพฤติกรรมต่อไปนี้

    • เคี้ยวหมากฝรั่ง
    • อมลูกอมหรืออมอาหารบางชนิด
    • รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำอย่างรวดเร็วจนเกินไป
    • ดื่มเครื่องดื่มน้ำอัดลม
    • ดื่มน้ำจากหลอด
    • กลืนน้ำลายบ่อยเกินไป ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อรู้สึกวิตกกังวล
    • สวมใส่ฟันปลอมที่หลวมเกินไป
    • สูบบุหรี่

ผลจากยารักษาโรคหรือปัญหาสุขภาพ

    • ยารักษาโรคหรืออาหารเสริมบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงให้มีอาการท้องอืดหรือเกิดแก๊สในระบบย่อยอาหารมาก เช่น ยารักษาโรคเบาหวานอย่างอะคาร์โบส (Acarbose) รวมถึงอาหารเสริมใยอาหารบางชนิด
    • การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่มักมีอาการท้องอืดก่อนหน้าช่วงมีประจำเดือน โดยเป็นผลจากการที่ร่างกายกักเก็บของเหลวไว้
    • โรคบางชนิดสามารถส่งผลให้มีแก๊สมากและผายลมบ่อย UFABET  เช่น ภาวะการย่อยแลคโตสผิดปกติ (Lactose Intolerance) เกิดจากการที่ร่างกายไม่ย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ซึ่งหากลองงดการดื่มนมแล้วพบว่าตนเองมีแก๊สหรือผายลมน้อยลง อาการดังกล่าวก็อาจสาเหตุจากปัญหานี้ รวมถึงโรคอื่น ๆ ที่อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีแก๊สมากหรือผายลมบ่อย ได้แก่
      • ลำไส้แปรปรวน
      • โรคลำไส้อุดตัน
      • อาหารไม่ย่อย
      • กรดไหลย้อน
      • แผลในกระเพาะอาหาร
      • โรคโครห์น
      • โรคแพ้กลูเตน

ตดเหม็น ตดบ่อย เป็นอันตรายหรือไม่

การตดหรือผายลมเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วันละ 6-20 กว่าครั้ง และมักเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารเป็นปกติ โดยไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายใด ๆ แม้จะมีการกลั้นผายลมก็ตาม ซึ่งบางครั้งแก๊สก็อาจถูกขับผ่านออกมาโดยไม่รู้ตัวในปริมาณเพียงเล็กน้อยและไม่ส่งกลิ่น แต่การรับประทานอาหารบางชนิด เช่น อาหารที่มีสารซัลเฟอร์หรือมีแบคทีเรียที่สร้างแก๊สมีเทนหรือไฮโดรเจนซัลไฟด์ ก็อาจส่งผลให้ลมที่ผายออกมามีกลิ่นเหม็นได้

ทั้งนี้ ความถี่หรือลักษณะการผายลมที่ผิดปกติไม่มีข้อบ่งบอกอย่างแน่ชัด การสังเกตอาการด้วยตนเองจึงเป็นสิ่งที่พอจะทำได้ในเบื้องต้น โดยควรไปพบแพทย์เมื่อการผายลมเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ผายลมมีกลิ่นเหม็นบ่อยครั้ง หรือในกรณีที่มีอาการใด ๆ ต่อไปนี้ปรากฏร่วมด้วย เพราะอาจแสดงถึงปัญหาสุขภาพร้ายแรง

    • ปวดท้องและท้องอืดต่อเนื่องเป็นเวลานาน
    • มี อาการท้องเสีย หรือท้องผูกเกิดขึ้นซ้ำ ๆ
    • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
    • กลั้นอุจจาระไม่อยู่
    • มีเลือดปนในอุจจาระ
    • มีอาการบ่งบอกถึงการติดเชื้อ เช่น ไข้สูง หนาวสั่น อาเจียน ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดข้อต่อ เป็นต้น

วิธีป้องกันการตดเหม็นหรือตดบ่อย

การตดหรือผายลมที่มีกลิ่นเหม็นนั้นหลีกเลี่ยงได้โดยพยายามลดการรับประทานอาหารที่มีสารซัลเฟอร์ ซึ่งก่อให้เกิดแก๊สที่มีกลิ่น เช่น หัวหอม กระเทียม หน่อไม่ฝรั่ง ไข่ นม แป้งข้าวโพด ผักกาดหอม มะเขือเทศ ถั่วเหลือง และปลาบางชนิดอย่างแซลมอน ส่วนวิธีป้องกันการผายลมบ่อยอาจทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่มักทำให้เกิดการสะสมแก๊สเป็นจำนวนมาก ดังนี้

    • ลดอาหารที่มีเส้นใยอาหาร น้ำตาลธรรมชาติ และแป้งที่ย่อยยาก ซึ่งจะทำให้เกิดแก๊สในระบบย่อยอาหารขึ้นมาก ได้แก่
      • ผักบางชนิด เช่น หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อคโคลี่ แตงกวา พริกหยวก หัวหอม ถั่วลันเตา มันดิบ หัวผักกาดแดง
      • ผลไม้บางชนิด เช่น แอปริคอท แอปเปิลแดง แอปเปิลเขียว กล้วย แตงโม ลูกพรุน ลูกท้อ ลูกแพร์
      • ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี ข้าวโอ๊ต
      • ถั่วบางชนิด เช่น ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง
      • นมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส ไอศกรีม โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะย่อยแลคโตสผิดปกติ
      • เครื่องดื่มน้ำอัดลมต่าง ๆ รวมถึงน้ำผลไม้ เบียร์ ไวน์
      • อาหารชนิดอื่นนอกจากนมที่อาจประกอบด้วยแลคโตส เช่น ขนมปัง น้ำสลัด และธัญพืช
      • อาหารจากไข่
      • อาหารทอดหรืออาหารที่มีไขมันสูง สามารถก่อให้เกิดอาการท้องอืดได้
      • น้ำตาลและสารที่ใช้แทนน้ำตาล เช่น ซอร์บิทอล
    • รับประทานอาหารและดื่มน้ำช้า ๆ เพราะการรับประทานอาหารอย่างเร่งรีบจนเกินไปอาจทำให้มีการกลืนอากาศลงไปมากและเกิดแก๊สตามมาในที่สุด นอกจากนี้ ผู้ที่สวมใส่ฟันปลอมควรตรวจดูให้ดีก่อนว่ามีความพอดีกับช่องปาก เพราะหากฟันปลอมหลวมจะทำให้เกิดการกลืนอากาศเข้าไประหว่างเคี้ยวอาหารได้
    • อย่าดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร เนื่องจากจะทำให้สูญเสียกรดที่ใช้ในการย่อยอาหาร ทำให้อาหารถูกย่อยสลายได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทางที่ดีควรดื่มน้ำในช่วง 30 นาทีก่อนรับประทานอาหาร จะช่วยให้กระเพาะสามารถย่อยได้ดีขึ้น
    • เลี่ยงพฤติกรรมใด ๆ ที่อาจทำให้ต้องกลืนอากาศเข้าไป เช่น การเคี้ยวหมากฝรั่ง สูบบุหรี่ หรือดื่มน้ำจากหลอด
    • ไม่รับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มใด ๆ ที่มีสารให้ความหวานแทนน้ำตาลอย่างซอร์บิทอลหรือน้ำตาลแอลกอฮอล์ โดยซอร์บิทอลนั้นมักนำมาใช้เป็นส่วนผสมในหมากฝรั่ง

อย่างไรก็ตาม อาหารหรือพฤติกรรมแต่ละอย่างอาจส่งผลแตกต่างกันในแต่ละคน บางคนจะเกิดแก๊สมากหากรับประทานผลไม้กับโปรตีน แต่บางคนอาจมีแก๊สมากจากการรับประทานอาหารประเภทแป้งกับโปรตีนร่วมกัน ทางที่ดีควรสังเกตปัจจัยต่าง ๆ ที่น่าจะเป็นสาเหตุให้มีแก๊สสะสมในระบบย่อยอาหารมาก โดยลองจดบันทึกว่ารู้สึกอึดอัดท้อง เรอ หรือผายลมหลังจากการรับประทานอาหาร ยารักษาโรค หรือการทำกิจกรรมใด ๆ เพื่อเลี่ยงพฤติกรรมและอาหารที่น่าจะเป็นตัวการกระตุ้นการผายลมโดยเฉพาะ

วิธีรักษาเพื่อลดแก๊สในระบบย่อยอาหาร

การมีแก๊สในระบบย่อยอาหารมากเกินไปนั้น ยังไม่มียาสำหรับรักษาให้หายอย่างเด็ดขาด มีเพียงยาบางชนิดที่อาจช่วยลดอาการอาหารไม่ย่อย ซึ่งมีขายตามร้านขายยาทั่วไป เช่น

    • แอลฟา-กลูโคซิเดส ตัวยาประกอบด้วยเอนไซม์ที่จะช่วยย่อยสลายคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนในอาหารจำพวกถั่ว ธัญพืช และผักหลาย ๆ ชนิดให้กลายเป็นน้ำตาลที่ย่อยง่ายขึ้น โดยรับประทาน 2-3 เม็ดก่อนมื้ออาหาร ทว่าอาหารเสริมชนิดนี้จะไม่เห็นผลในกรณีที่แก๊สเกิดจากเส้นใยอาหารหรือแลคโตส
    • เอนไซม์แลคเตส สามารถช่วยย่อยแลคโตสในนม สำหรับผู้ที่มีภาวะย่อยแลคโตสในนมผิดปกติ
    • ยาไซเมทิโคน เป็นยาที่ช่วยลดฟองแก๊สในระบบย่อยอาหาร
    • ถ่านกัมมันต์หรือชาร์โคล อาจมีคุณสมบัติช่วยลดการเกิดแก๊สหรืออาการท้องอืด โดยจะไปจับกับของเหลวในลำไส้และลดแก๊ส ลดอาการท้องอืด ทั้งยังทำให้อุจจาระจับตัวเป็นเนื้อยิ่งขึ้น

The post ตดเหม็น ตดบ่อย เรื่องธรรมดา ที่น่าอ่าย appeared first on สุขภาพ.

]]>
https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%9c%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b8%a1-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3/feed/ 0
คุณจะทุ่มเทแค่ไหนเพื่อคนที่คุณรัก “Hope Frozen” สารคดีไทยที่ว่าด้วยความหวังแช่แข็ง https://smallbizdevhackathon.com/hope-frozen-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7/ https://smallbizdevhackathon.com/hope-frozen-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7/#respond Fri, 17 Sep 2021 08:21:31 +0000 https://smallbizdevhackathon.com/?p=1824 Hope Frozen : “คุณจะทุ่มเทแค่ไหนเพื่อคนที่คุณรัก& […]

The post คุณจะทุ่มเทแค่ไหนเพื่อคนที่คุณรัก “Hope Frozen” สารคดีไทยที่ว่าด้วยความหวังแช่แข็ง appeared first on สุขภาพ.

]]>
Hope Frozen : “คุณจะทุ่มเทแค่ไหนเพื่อคนที่คุณรัก”  คำถามกินใจที่ทำให้ใครหลายคนต้องแอบคิดตาม ยิ่งถ้าความรักนั้นเป็นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกแล้ว ไม่ว่าต้องทุ่มเทเพื่อลูกแค่ไหนก็ยอม

Hope Frozen : A Quest to Live Twice’ ความหวังแช่แข็ง : ขอเกิดอีกครั้ง ภาพยนตร์สารคดีจากผู้กำกับและนักข่าว ไพลิน วีเด็ล ที่ใช้เวลาติดตามสถานการณ์อยู่หลายปี

โดยบันทึกจากเรื่องจริงของ ครอบครัวเนาวรัตน์พงษ์ ที่ลูกสาววัย 2 ขวบหรือ “น้องไอนส์” ได้เสียชีวิตจากมะเร็งในระดับสมองอย่างรุนแรง และตัดสินใจรักษาร่างของเธอไว้ด้วยกระบวนการ “ไครโอนิกส์” หรือการเก็บรักษาด้วยการแช่แข็งไว้ภายในแท็งก์ที่มูลนิธิอัลคอร์ ไลฟ์ เอ็กซ์เทนชั่น (Alcor Life Extension Foundation) ดูหนังออนไลน์ฟรี  และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของ “ความหวัง” ที่สักวันหนึ่งน้องไอนส์จะได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีรักษาในอนาคตนั่นเอง

สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักกระบวนการ “ไครโอนิกส์” นี้ ถ้าจะให้อธิบายแบบง่าย ๆ ก็เปรียบเหมือน การคงสภาพของผู้ป่วย ให้ยังคงสภาพเป็นสิ่งมีชีวิตไปเรื่อย ๆ ด้วยการหยุดการทำงานไว้ ตอนนี้มีหลาย ๆ บริษัทที่รับทำไครโอนิกส์เลย โดยมีข้อแม้ที่ว่าต้องรอให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “ตายในทางการแพทย์” หรือหัวใจหยุดเต้นเสียก่อน หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเราไม่แช่แข็งตอนเป็นล่ะ จะได้ฟื้นขึ้นมาพร้อมรับการรักษาไม่ต้องโอนถ่ายไปยังร่างใหม่ให้วุ่นวาย นั่นก็เพราะมันเป็นการผิดกฏหมาย และจริยธรรมในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ซึ่งไม่มีประเทศไหนในโลกอนุญาติให้ทำได้นั่นเอง

สำหรับการทำ “ไครโอนิกส์” ตอนนี้มีด้วยกัน 4 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ออสเตรเลีย สเปน และในประเทศจีนกำลังจะเปิดให้บริการในไม่ช้า

ราคาก็มีหลากหลายกันไปแล้วแต่บริษัท อย่างสหรัฐอเมริการาคาปัจจุบันอยู่ที่ 200,000 เหรียญสหรัฐฯ สำหรับการแช่แข็งทั้งร่าง และ 80,000 เหรียญสหรัฐฯ สำหรับการแช่เฉพาะสมอง

ส่วนรัสเซียก็ไม่น้อยหน้า ตัดราคาการแช่แข็งมนุษย์ที่ถูกกว่าเกินครึ่ง โดยเสนอราคาแช่แข็งทั้งตัวอยู่ที่ 36,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.2 ล้านบาท และ 12,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 4 แสนบาท สำหรับการแช่แข็งแค่หัว ซึ่งนี่ก็เป็นข้อมูลเบื้องต้นเผื่อใครที่อยากจะมี ทางเลือกในการดำเนินชีวิต ที่ยาวนานขึ้น แต่สำหรับผมขอมีความสุขกับปัจจุบันก่อนก็พอแล้ว

hopefrozen

เว็บไซต์ทางการของ “Hope Frozen” ระบุถึงเรื่องย่อของหนังเอาไว้ว่า “น้องไอนส์” เด็กหญิงวัยสองขวบจากกรุงเทพฯ กลายเป็นมนุษย์ที่อายุน้อยที่สุดในโลก ซึ่งถูกนำร่างเข้าเก็บรักษาในกระบวนการแช่แข็ง

ภายหลังจากที่เด็กน้อยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสมอง ครอบครัวของเธอก็ส่งร่างน้องไอนส์ไปยังแล็บในสหรัฐ ปัจจุบัน ศีรษะและสมองของเธอถูกเก็บรักษาเอาไว้ในห้องแล็บที่แอริโซนา

“Hope Frozen” จะติดตามสมาชิกครอบครัวของน้องไอนส์ โดยเฉพาะคุณพ่อ นักวิทยาศาสตร์เลเซอร์ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอก และนับถือพุทธศาสนา ที่ให้ความเชื่อมั่นแก่ครอบครัวว่าทุกคนควรทุ่มเทความหวังในการฟื้นคืนชีวิตลูกสาวไว้กับเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งยังเผชิญหน้ากับข้อโต้แย้งถกเถียงมากมาย

คุณพ่อมีความหวังว่า สักวัน น้องไอนส์จะมีโอกาสฟื้นคืนชีพในร่างใหม่ แม้ตัวเขาเองอาจมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันนั้น

ขณะเดียวกัน “แมทริกซ์” พี่ชายคนโตวัย 15 ปี ผู้เฉลียวฉลาดของน้องไอนส์ ก็ได้เข้ามาเติมเต็มความฝันของครอบครัว

หนุ่มน้อยผู้นี้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือกับคณะนักวิทยาศาสตร์ที่มีแนวโน้มจะค้นพบวิทยาการใหม่เกี่ยวกับการเก็บรักษาความทรงจำของมนุษย์

ความศรัทธาที่มีต่อวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้นของครอบครัวน้องไอนส์กำลังจะถูกทดสอบใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยสิ่งที่แมทริกซ์เพิ่งค้นพบ

หนังสารคดีเรื่องนี้จะถักทอฟุตเทจที่ทางพ่อแม่เคยบันทึกภาพวิถีชีวิตของน้องไอนส์ เข้ากับการเฝ้าติดตามสังเกตวิถีชีวิตของสมาชิกครอบครัวรายอื่นๆ ภายหลังการถึงแก่กรรมของน้อง

นี่คือ ภาพยนตร์สารคดี ที่พยายามจะสำรวจตรวจสอบเทคโนโลยีซึ่งให้ความหวังว่าสมอง/ความทรงจำของมนุษย์อาจถูกเก็บรักษาเอาไว้ได้ และการต่อสู้ทางอารมณ์ความรู้สึกของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งพร้อมจะอุทิศทุกอย่าง เพื่อชุบชีวิตเด็กน้อยวัย 2 ปี ขึ้นมาใหม่
หนังเรื่องนี้ได้มีช่างภาพ และผู้กำกับ “ไพลิน วีเด็ล” นั้นเคยเป็นช่างภาพนิ่งให้แก่หนังสือพิมพ์ในสหรัฐ ก่อนจะตกหลุมรักการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยวิดีโอ และตัดสินใจเรียนรู้ศาสตร์แขนงนี้ด้วยตนเอง

Hope Frozen เป็นสารคดีที่ไม่เคยทำมาก่อน สารคดีที่เราเคยทำคือข่าวที่จะเน้นความรู้ เน้นข้อมูล แถมเราก็ยืนอยู่หน้ากล้องเป็นนักข่าวพาคนไปยังเหตุการณ์หรือสถานที่ต่าง ๆ แต่สำหรับ Hope Frozen เราจะไม่ได้อยู่หน้ากล้อง ทุกอย่างที่อยู่ในหนังจะเล่าถึงตัวละครและประเด็นของเรื่อง ซึ่งจะเรียกว่าตัวละครก็คงแปลก ๆ เพราะสารคดีจะอิงจากความจริง เราไม่มีสคริปต์ให้ ไม่มีอะไรให้ทั้งสิ้น

ถึงเธอเคยทำงานผลิตสื่อภาพเคลื่อนไหวให้สำนักข่าวต่างชาติหลายแห่ง เช่น อัลจาซีรา, เอบีซี ออสเตรเลีย, นิวยอร์กไทมส์, เนชั่นแนล จีโอกราฟิก, โมโนเคิล, เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล และเอพี

ภาพยนตร์สารคดีของไพลินมักมุ่งความสนใจไปยังประเด็นว่าด้วยความศรัทธา, บาดแผลในจิตใจ และการปรับตัวเข้ากับภาวะสมัยใหม่ของมนุษย์

หนังสารคดีเรื่องนี้ยังจะมีทีมงานหลักเป็นชาวไทยอีกสองราย คือ “อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร” นักออกแบบเสียง ซึ่งเคยทำงานร่วมกับอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ “ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล” นักทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ ซึ่งเคยมีผลงานน่าจดจำใน “อนธการ” และ “มะลิลา”

บนโลกออนไลน์ช่วงนี้โดยเฉพาะกับทวิตเตอร์เกิดการพูดคุยถึงสารคดีไทยเรื่องหนึ่งที่ได้ฉายบน Netflix กันมากพอสมควร พวกเขาต่างถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อสิ่งที่ตัวเองได้ดู บางคนถึงกับเขียนว่าดูจบแล้วหน่วงไปทั้งวัน หลายคนบอกว่าดูแล้วร้องไห้ ซึ่งความคิดเห็นส่วนใหญ่ไปในทางเดียวกันว่าสารคดีเรื่อง Hope Frozen เปิดโลกทางความเชื่อและวิทยาศาสตร์อย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน แม้สารคดีความยาว 78 นาที

สรุปประเด็นน่าสนใจจาก Hope Frozen

ไครโอนิกส์ (Cryonics) หรือ การแช่แข็งร่างกาย คือกระบวนการที่นำมาสู่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในสารคดีเรื่องนี้ โดยครอบครัวของน้องไอนส์ เด็กหญิงวัย 2 ขวบที่ป่วยเป็นมะเร็งสมองชนิดร้ายแรง ซึ่งการแพทย์ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาได้ ตัดสินใจแช่แข็งศีรษะและสมองของลูกสาวเอาไว้ ด้วยความหวังว่าในอนาคต จะมีวิทยาการที่นำน้องไอนส์กลับมาได้อีกครั้ง

ประเด็นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจพอสมควร แต่ก่อนจะมาถึงการตัดสินใจเช่นนี้ ครอบครัวน้องไอนส์ต้องผ่านอะไรมามากมาย เริ่มตั้งแต่การโน้มน้าวคนในครอบครัวให้เข้าใจถึงเหตุผล เพราะนอกจากคุณพ่อแล้ว คนอื่นๆ ในครอบครัวและญาติพี่น้องไม่มีใครเห็นด้วยกับความคิดนี้เลย จนไปถึงการที่ต้องเดินสายออกสื่อเพื่ออธิบายต่อสังคม หลังเรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่โดยที่ทางครอบครัวไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น

ผู้กำกับอย่าง ไพลิน วีเด็ล พยายามชูให้เห็นถึงความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของสมาชิกทุกคนในครอบครัว คุณพ่อและคุณแม่จบปริญญาเอก ลูกชายคนโตเป็นเด็กอัจฉริยะ ที่ถึงแม้จะใช้ชีวิตอยู่กับความหวัง แต่ก็ยังมองโลกตามความเป็นจริง พวกเขารู้ดีว่าโอกาสที่ความหวังจะกลายเป็นความจริงนั้นมีมากน้อยขนาดไหน

ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ยังนับถือศาสนาพุทธตามความเชื่อของครอบครัวในสังคมไทยทั่วไป แสดงให้เห็นว่ากว่าที่จะมาถึงขั้นนี้ได้ นอกจากเรื่องความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์แล้ว พวกเขาต้องฝ่าฟันความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และหลักธรรมะเรื่องการปล่อยวาง ซึ่งมีส่วนที่ขัดแย้งกับการแช่แข็งร่างกายมนุษย์อยู่ไม่น้อย

สารคดีทั่วไปอาจจะเน้นเรื่องการให้ข้อมูล แต่ Hope Frozen จะเน้นเรื่องการเล่าเรื่องเป็นหลัก เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของครอบครัวน้องไอนส์ ไล่มาตั้งแต่ช่วงที่ยังไม่มีอาการป่วย ฉายภาพให้เห็นความเป็นเด็กร่าเริงที่สร้างความสุขให้กับคนรอบข้าง จนมาถึงวันที่ต้องทำใจยอมรับว่า การแพทย์ในปัจจุบันไม่สามารถยื้อชีวิตได้แล้ว

ตลอดช่วงของการถ่ายทำ 2 ปีครึ่ง ผู้กำกับได้ตามไปถ่ายทำในหลายช่วงเวลาสำคัญ ทั้งในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่ที่น้องไอนส์ถูกแช่แข็งไว้ บวกกับภาพวิดีโอที่ทางครอบครัวได้ถ่ายเอาไว้ ทำให้เราได้เห็นการดำเนินเรื่องในหลายแง่มุม และทุกเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนเป็นความจริง

”ความไม่รู้” คือสิ่งที่ครอบครัวน้องไอนส์รับรู้ร่วมกัน พวกเขายอมรับว่าไม่มีอะไรยืนยันได้ ว่าในอนาคตจะสามารถนำส่วนของร่างกายที่โดนแช่แข็งกลับมาทำงานได้อีกครั้ง รวมถึงไม่รู้ว่า ถ้ามีการค้นพบวิทยาการที่ทำให้น้องไอนส์กลับมาได้จริง พวกเขาจะยังมีชีวิตอยู่ในวันนั้นหรือไม่ แต่สิ่งที่นำมาสู่การตัดสินใจครั้งนี้คือ “ความรัก” ที่ต้องการมอบโอกาสให้เด็กสาวคนนี้ได้มีชีวิตอีกครั้ง

การนำเสนอข่าวของสื่อก็เป็นอีกแง่มุมที่สารคดีฉายภาพให้เราเห็น จากเรื่องที่เดิมทีเป็นการพูดคุยและตัดสินใจกันภายในครอบครัวและคนรู้จัก อยู่มาวันหนึ่งต้องกลายมาเป็นกระแสสังคมที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลก ได้รับเชิญไปออกรายการและโดนตั้งคำถามต่างๆ นาๆ ซึ่งตัวคุณพ่อเองบอกว่าไม่สนใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ตัวสารคดีอาจจะทิ้งปมไว้ให้คิด คือพอเราได้รับรู้เรื่องราวเบื้องลึกที่ทางครอบครัวเผชิญมา เราจะมีมุมมองอย่างไรเมื่อเทียบกับตอนที่อ่านข่าวผ่านสื่อเพียงอย่างเดียว

ในฐานะคนผู้ชม ต้องบอกว่าโอกาสในการรับชมสารคดีไทยที่ได้รางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ จนมาออกฉายทั่วโลกผ่านบริการสตรีมมิ่งนั้นมีไม่บ่อยนัก เพราะข้อจำกัดเรื่องการหาทุน ระยะเวลาในการถ่ายทำ และผลตอบแทนที่อาจไม่คุ้มค่าในแง่ธุรกิจ ทำให้มีน้อยคนที่จะทำผลงานแบบนี้ออกมา

สารคดีนี้จบลงแบบทิ้งปลายเปิดไว้ ในตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวน้องไอนส์เชื่อคือ ตราบใดก็ตามที่มนุษย์ยังไม่หยุดพัฒนา และวิทยาศาสตร์ยังคงก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ ความหวังที่ลูกสาวของพวกเขาจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ก็ยังคงอยู่ตอไป

 

The post คุณจะทุ่มเทแค่ไหนเพื่อคนที่คุณรัก “Hope Frozen” สารคดีไทยที่ว่าด้วยความหวังแช่แข็ง appeared first on สุขภาพ.

]]>
https://smallbizdevhackathon.com/hope-frozen-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%88%e0%b8%b0%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7/feed/ 0
5 แพร่ง เกือบตายถ้าไม่มี แพร่งที่ 5 ทางค่ายหนัง GTH https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99/ https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99/#respond Thu, 16 Sep 2021 09:15:53 +0000 https://smallbizdevhackathon.com/?p=1821 ถ้าใครเคยได้มีโอกาสไปดูหนัง เรื่อง 5 แพร่ง ซึ่งเต็มไปด้ […]

The post 5 แพร่ง เกือบตายถ้าไม่มี แพร่งที่ 5 ทางค่ายหนัง GTH appeared first on สุขภาพ.

]]>
ถ้าใครเคยได้มีโอกาสไปดูหนัง เรื่อง 5 แพร่ง ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนตั้งหน้าตั้งตารอชม ดูหนังไทย จากบรรยากาศและการจัดงาน ท่าทางค่ายหนัง GTH จะหวังไว้กับหนังเรื่องนี้เอาไว้มาก คาดว่าคงจะเล็งไว้ที่ 80-100 ล้านบาทแน่ ๆ

ตามโปรแกรมหนังต้องเริ่มฉาย 20.10 น. แต่ก็ต้องล่าช้าออกไป จนถึง 20.30 น. เพราะว่า คนที่เข้ามาชมหนัง ยังเข้าโรงหนังไม่หมดกันเลย และถึงแม้หนังจะเริ่มฉายเรื่องแรกไปเกือบครึ่งเรื่อง คนก็ยังทะยอยเข้าโรงกันไม่หมด มันช่างเหมือนบรรยากาศหนังกลางแปลงจริง ๆ ที่ถึงหนังจะฉาย คนก็ยังเดินกันอยู่เลย

และเนื่องด้วยเวลาที่เกินเลย ทางโรงหนังและคนจัด ก็ไม่พูดพล่ามทำเพลง ไม่มีหนังตัวอย่าง ไม่มีโฆษณา ภาพแรกก็เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีกันเลย ซึ่งผมก็เพิ่งเคยเห็นนี่ล่ะ..แต่ก็ดี ชอบ แบบนี้

รูปนักแสดงห้าแพร่ง

เรื่องย่อ ที่ทางค่ายเขาลงไว้เพื่อประชาสัมพันธ์ ส่วนหลังจากเรื่องย่อจะเป็นความคิดเห็นส่วนตัวและสปอยล์เนื้อหาบางส่วนล่ะ ใครที่ยังไม่ได้ดูหนังอาจจะเสียอรรถรส

แพร่งแรกที่ฉาย คือ “หลาวชะโอน”
กำกับโดย : ปวีณ ภูริจิตปัญญา (ยันต์สั่งตาย)

สำหรับ เป้ (เก้า-จิรายุ ละอองมณี) เด็กชายวัยสิบสี่ ‘กรรม’ เป็นเรื่องเชยโคตรๆ เขาลงมือปาหินใส่รถกระบะแถวบ้านเพียงเพราะอยากได้มือถือใหม่ เมื่อเหยื่อตาย แม่พาเป้หนีไปบวชในวัดป่าห่างไกล ภายใต้ผ้าเหลืองเป้พ้นจากมือกฎหมาย แต่กลับตกอยู่ในเงาของมืออีกมือหนึ่ง มันเอื้อมเข้ามาหาเขาช้าๆ ทว่าไม่หยุดยั้ง นั่นเพราะ ‘กรรม’ ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่แม่ใคร มันไม่รู้จักคำว่า ‘ให้อภัย’

แพร่งที่ 2 ที่ฉาย คือ “ห้องเตียงรวม”
กำกับโดย : วิสูตร พูลวรลักษณ์

หนุ่มทะเล้นขี้เล่นคนหนึ่ง (แดน วรเวช) มอเตอร์ไซค์คว่ำขาหักทั้งสองข้าง จากห้องฉุกเฉินเขาถูกย้ายไปสู่ห้องเตียงรวม ทั้งๆที่อยากนอนห้องพิเศษ และในห้องรวมนี้ คนไข้เตียงติดกับชายหนุ่มเป็นร่างไร้สติของชายชราอาการโคม่าที่นอนรอวันปิดอ็อกซิเจนมาแล้วร่วมเดือน แต่เหมือนกับจะรู้ว่าเพื่อนหนุ่มหน้าใหม่เป็นคนขี้กลัว คืนนั้นชายแก่จึงลุกขึ้นมาเยี่ยมเขาถึงข้างเตียง!!

แพร่งที่ 3 ที่ฉาย คือ “Backpackers”
กำกับโดย : ทรงยศ สุขมากอนันต์ (เด็กหอ)

คู่รักญี่ปุ่นคู่หนึ่งฉลองเรียนจบด้วยการแบ็กแพ็กตะลุยเมืองไทย ขากลับจากสมุยพวกเขาใช้วิธีโบกรถเข้ากรุงเทพฯ แต่โบกไม่ได้สักคัน หนุ่มยุ่นตัดสินใจใช้แบงค์พันเป็นรางวัลล่อ รถพ่วงคันหนึ่งจึงจอดรับ โชคร้ายที่สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังตู้คอนเทนเนอร์และใบหน้ายิ้มแย้มของคนขับกับเจ้าเด็กรถ (แน๊ก-ชาลี ไตรรัตน์)เป็นบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้อะดรีนาลีน ของทุกคนต้องคลั่ง

แพร่งที่ 4 ที่ฉาย คือ “รถมือสอง”
กำกับโดย :  ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ (เที่ยวบิน 224)

คนมีประวัติ รถก็มีประวัติ ยิ่งเป็นรถมือสองประวัติศาสตร์ของแต่ละคันอาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของใหม่อยากรู้ กลางดึกสงัดหลังเต๊นท์ปิด นุช (นิโคล เทริโอ) เจ้าของเต๊นท์รถมือสองขนาดใหญ่ย่านชานเมืองพบว่าลูกชายของเธอหายตัวไป ท่ามกลางแถวรถนับร้อยคัน เทปกล้องวงจรปิดจับภาพได้ว่าลูกของเธอแอบเข้าไปเล่นในรถคันหนึ่งที่เธอเพิ่งรับซื้อมา…แล้วไม่กลับออกมาอีกเลย

แพร่งที่ 5 ที่ฉายคือ “คนกอง”
กำกับโดย : บรรจง ปิสัญธนะกูล (คนกลาง)

เต๋อ, เผือก, ชิน และ เอ เป็นทีมงานหนังผีที่การถ่ายทำดำเนินมาถึงคิวสุดท้าย คืนสุดท้าย ฉากสุดท้าย เหลือเพียงสองช็อตสุดท้าย แต่แล้วนักแสดงสาวหน้าใหม่ที่รับบทเป็นผีเกิดหัวใจวายตายกลางกองถ่าย ซวยสุดยอดที่ก่อนหน้านั้นเต๋อดันไปเสร่อทำเท่สอนเธอว่า “The show must go on” เธอจึงกลับมาเพื่อแสดงต่อ ทั้งสี่จึงต้องถ่ายหนังผี ที่มีผี เล่นเป็นผี ให้จบให้จงได้ โดยห้าม ‘พี่ช่า’ (มาช่า วัฒนพานิช) นางเอกของหนังรู้ความจริงเป็นอันขาด

หนังเรื่อง “5 แพร่ง” สานต่อความเร็จจากหนังเรื่อง “4 แพร่ง” ที่ทำออกมาได้ดีพอสมควร และก็มีบางเรื่องใน 4 แพร่งที่ถูกยกย่องและพูดถึงเป็นอย่างมาก รวมถึงรายได้ก็เป็นที่น่าพอใจ จึงเกิดโปรเจค 5 แพร่งขึ้นมา

หนังเรื่อง 5 แพร่งมีไอดีเดียอยู่ตรงที่การหยิบเอาเหตุการณ์ในข่าวหน้าหนึ่ง มาต่อยอดให้กลายเป็นหนังสยองขวัญ เช่นเรื่องเปรต ปาหิน รถลักลอบขนแรงงาน หรือเรื่องสยอง ๆของรถมีประวัติ

หนังเรื่องหลาวชะโอน ของ ปวีณ ภูริจิตปัญญา คนที่กำกับเรื่อง ยันต์สั่งตาย ในภาคก่อนที่ถูกติเรื่องซีจี มาครั้งนี้เขาทำหนังเน้นบรรยากาศมากขึ้น โดยมีซีจีเข้ามาผสมนิดหน่อยในการให้ภาพของเปรต ซึ่งแม้จะแว้บเข้ามาให้เห็นเพียงสั้นๆ ในแต่ละซีน มันก็ยังคงดูอ่อนด้อยอยู่ดี

ทั้งที่บรรยากาศนั้นส่งต่อเรื่องอย่างมาก ทั้งวัดเก่าที่ดูลึกลับ ป่าที่รกครึ้ม หนังกลับใช้ประโยชน์จากโลกเกชั่นได้ไม่เต็มที่ แต่หันไปเน้นความตื่นเต้นจากเสียงซาวด์เอฟเฟค ที่มันออกจะรกเกินไปหน่อย ผมว่าถ้าลดไอ้บรรดาเสียงเอฟเฟคลง และปล่อยให้ความเงียบของป่าทึบทำหน้าที่หลอนโดยตัวของมันน่าจะดีกว่านี้ เสียงหวีดหวิวของเปรตมันออกจะอึกทึกครึกโครมเกินไปจนน่ารำคาญ

5แพร่ง

หนังเรื่อง ห้องเตียงรวม ถือเป็นการหันมาจับงานกำหนังเป็นครั้งแรกของบอสใหญ่ ค่าย GTH  วิสูตร พูลวรลักษณ์ ซึ่งก็สามารถส้รางความตกอกตกใจให้กับผมได้พอสมควร แต่ไม่ได้ถึงขั้นสยองขวัญ หนังยังคงใช้ประโยชน์จากเสียงซาวด์เอฟเฟคเพื่อสร้างความตื่นเต้น

หนังไม่ได้มีอะไรมากนัก บทไม่มีอะไรซับซ้อน และมีบทสรุปที่เหนือจริง ซึ่งก็อาจจะเหมาะกับคนที่กำกับหนังเป็นครั้งแรก อย่างคุณวิสูตร พูลวรลักษณ์ เรียกได้ว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่ได้รู้สึกอินอะไรเลย ในฐานะคนดู

หนังเรื่องสุดท้ายที่ฉาย คือ คนกอง หนังเรื่องนี้กำกับโดย บรรจง ปิสัญธนะกูล คนเดียวกับที่กำกับเรื่อง คนกลาง จาก 4 แพร่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ดีที่สุดในเรื่องนั้น มาครั้งนี้ หนังเรื่องคนกอง เขาทำได้ดีมากขึ้นไปอีก คนกอง กลายเป็นเพียงเรื่องเดียวที่ผมชอบที่สุดในบรรดา 5 เรื่อง ใน 5 แพร่ง

อาจจะเพราะหลังจากที่ทนกับเสียงซาวด์เอฟเฟคที่หนวกหู บวกรวมกับอาการตกใจที่ได้รับเป็นระยะๆ ย้ำว่าตกใจ ไม่ใช่สยอง เมื่อมาถึงคิวหนัง เรื่องคนกอง มันทำให้ทุกอย่างผ่อนคลาย และสามารถดูหนังต่อไปได้อย่างสนุกสนาน เรียกได้ว่า คนกอง มาถูกที่ถูกเวลา

ผมอยากจะชื่นชม บรรจง ปิสัญธนะกูล ว่าคนอะไรทำหนังได้สนุกเป็นบ้า ผมสามารถพูดได้เลยว่า หาก 5 แพร่งไม่มี คนกอง หนังเรื่องก็คงไม่มีอะไรพิเศษให้น่าพูดถึง

คนกอง เลือกที่จะหยิกแกมหยอกตัวเองในฐานะของคนทำหนังสยองขวัญ ที่ทุกวันนี้ไม่รู้จะเดินไปทางไหนได้แล้ว เพราะมันแทบจะไม่เหลือมุมอะไรให้หักกันได้อีก ซึ่งการล้อตัวเองแบบฉลาดๆ แบบนี้ ทำให้หนังได้ใจผมไปเต็มๆ

ผมไม่เคยรู้สึกว่ามาช่า แสดงหนังเรื่องแฝด ได้ดีอะไรมากมาย แต่พอมาเล่นเรื่อง คนกอง ที่ล้อตัวเองในหนังเรื่องแฝด ผมรู้สึกประหลาดใจกับการแสดงของเธอเป็นอย่างมาก รวมถึงคนอื่นๆก็ฮาได้ใจ มุขที่หนังปล่อยออกมาเรียกได้ว่าสำเร็จ อาจจะไม่ใหม่ แต่ว่า”สำเร็จ” นี่เราดูหนังสยองขวัญอยู่หรือเปล่า

โดยสรุป หนังเรื่อง 5 แพร่งไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ น่าตื่นเต้น แต่ก็ไม่เสียหายถ้าจะตีตั๋วเข้าชม เพราะสำหรับผม แค่เข้าไปดู เรื่องคนกอง เพียงเรื่องเดียว ก็คุ้มแล้วล่ะ เพราะนานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้รู้สึกสนุกกับการดูหนังในโรงได้ขนาด
เกร็ดความรู้
  • ผู้สร้างได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนบทภาพยนตร์มาจากประเด็นข่าวหน้า 1 ตามหน้าหนังสือพิมพ์
  • แนวคิดของตอน หลาวชะโอน มาจากความต้องการทำหนังผีที่หลากหลาย ให้ดูเป็นทางการ์ตูนจัด ๆ มีแนวทางในการเล่าเรื่องเยอะ ๆ มีการสร้างภาพเทคนิคพิเศษเข้ามาเกี่ยวข้อง และทดลองทำหนังผีที่เป็นแนวดราม่า
  • เก้า – จิรายุ ละอองมณี ที่รับบท เป้ ในตอน หลาวชะโอน และ เร แม๊คโดแนลด์ได้รับบทเป็นพระเป็นครั้งแรกในชีวิต ต่างก็ยอมโกนศีรษะจริงเพื่อความสมจริง
  • ตอน หลาวชะโอน ถ่ายทำกันในวัดกลางป่าที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยต้องเดินจากถนนไปไกลเกือบ 3 กิโลเมตร และต้องเลาะห้วยอย่างยากลำบากกว่าจะถึงถ้ำที่ใช้ถ่ายทำ
  • ฉากในเรื่องของการหลอกผี ต้องการให้เหมือนในหนังผีโบราณ ที่จะดูไม่ตัดต่อเยอะ แทบจะไม่มีคัตเลย โดยนักแสดงไม่เห็นตัวผีต้องจินตนาการว่ามีผี แล้วจึงมาใส่ซีจีภายหลัง ตอนหลาวชะโอน ใช้เวลาถ่ายทำราว 7-8 วัน
  • ตอน “ห้องเตียงรวม” มีผู้กำกับคือ วิสูตร พูลวรลักษณ์ ที่เป็นผลงานการกำกับการแสดงครั้งแรกเมื่ออายุ 50 กว่าๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ยงยุทธ ทองกองทุนประสบอุบัติเหตุ ทางคุณจิระ มะลิกุลและผู้กำกับจีทีเอชจึงขอร้องให้มากำกับสักเรื่อง
  • ตอน “ห้องเตียงรวม” มีอยู่ 141 ช็อต ใช้เวลาถ่ายทำ 2-3 วัน ถ่ายตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงตี 2 โดยในวันถ่ายทำ คุณจิระมาช่วยถ่ายกล้อง 2 และได้ ย้ง ทรงยศ ถ่ายภาพนิ่ง และเอส คมกฤษ มาช่วยเป็นแอ็กติงโค้ชให้นักแสดง
  • ตอน Backpacker เป็นตอนที่เน้นให้มีเนื้อเรื่องมีทิศทางไปทางทริลเลอร์ ใช้เวลาถ่ายทำ 7 วัน และสาเหตุการเลือกแบ็กแพ็กเกอร์เป็นคนญี่ปุ่น เดิมทรงยศคิดว่าถ้าเป็นฝรั่งจะเห็นชัดเจนกว่า แต่ต้องการให้ภาพรวมเป็นเอเชียทั้งหมด จึงลงมาที่ประเทศญี่ปุ่นที่เขาเจริญกว่าเรา
  • เต๊นท์ที่ถ่ายทำในตอนรถมือสอง ถ่ายที่กาญจนาภิเษก และรถพัง ๆ กว่า 50 คันในเรื่องก็ได้มาจากสถานีตำรวจที่ชนคนตาย ที่จอดทิ้งไว้ แต่หมอประจำสถานีตำรวจก็ทำพิธีให้ สำหรับฉากผีติดล้อ มีที่มาจากข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่เด็กโดนรถกระบะทับ
  • จากกระแสตอบรับที่ดีของตอนคนกลาง ใน สี่แพร่ง (2551) แฟน ๆ อยากให้ทั้ง 4 คนกลับมาร่วมแสดงกันอีก จึงได้คิดเนื้อเรื่องใหม่ขึ้นมา โดยตัวละคร 4 คนไม่เกี่ยวข้องกับตัวละครในตอนคนกลาง และก็ไม่ใช่ภาคต่อหรือภาคก่อน แต่นิสัยเหมือนเดิม
  • ส่วนฉากกับชุดในตอนคนกอง มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับเรื่อง แฝด (2550) คือเป็นเรื่อง แฝด ภาค 2 ที่มีฉากหลังและชุดของมาช่าในเรื่องแฝด โดยผู้เขียนจับทางในเรื่องกระแสตอบรับที่ดีได้ในเรื่องการเสียดสีล้อเลียนให้เพิ่มมากขึ้น เหมือนล้อเลียนในแง่การทำหนังผี เหมือนเป็นการอำตัวเอง อำการทำหนัง อำการคิดหนัง
  • ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัววันแรกด้วยรายได้ 15 ล้านบาท ถือเป็นสถิติใหม่ของภาพยนตร์ผีที่ฉายในเมืองไทย และยังทำรายได้มากกว่า สี่แพร่ง (2551) ถึง 2 เท่าตัว อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกของปีนี้ ที่ทำรายได้ในวันเปิดตัวเท่ากับภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Transformers: Revenge of the Fallen

The post 5 แพร่ง เกือบตายถ้าไม่มี แพร่งที่ 5 ทางค่ายหนัง GTH appeared first on สุขภาพ.

]]>
https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b9%83%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%ab%e0%b8%99/feed/ 0
คุณค่าทางอาหารและสรรพคุณบำรุงร่างกาย กับ ผัก ที่เรียกว่า กุยช่าย https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a4%e0%b8%97/ https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a4%e0%b8%97/#respond Wed, 15 Sep 2021 06:07:31 +0000 https://smallbizdevhackathon.com/?p=1818 บรรดาผักสมุนไพรที่มีฤทธิ์เด่น ๆ เห็นชัดก็มี กุยช่าย นี่ […]

The post คุณค่าทางอาหารและสรรพคุณบำรุงร่างกาย กับ ผัก ที่เรียกว่า กุยช่าย appeared first on สุขภาพ.

]]>
บรรดาผักสมุนไพรที่มีฤทธิ์เด่น ๆ เห็นชัดก็มี กุยช่าย นี่แหล่ะ! ที่เห็นผลทันตา ให้ลองกินกุยช่ายสดๆ คู่กับผัดไทยดูบ้าง จะรู้สึกว่ากระฉับกระเฉงขึ้นมาทันตา เลือดลมสูบฉีด แต่เสียอย่างเดียว คือปากอาจจะเหม็นด้วยกลิ่นอันรุนแรงของกุยช่ายบ้าง ถึงขนาดว่าเข้าบทพระนางกับเขาไม่ได้ซะงั้น ที่เป็นเช่นนี้ก็อาจเป็นเพราะกุยช่ายนั้นมีสารพวกกำมะถัน เลยทำให้มีกลิ่นแรงไปหน่อย แต่ก็สามารถฆ่าเชื้อโรคได้บางชนิดเช่นกัน

ที่สำคัญ กุยช่าย ยังมี สารพวกไกลโคไซด์ ที่ ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท และช่วยขยายหลอดเลือดได้อีกด้วย กุยช่าย นอกจากจะมีสรรพคุณทางสมุนไพรแล้วยังอุดมด้วยสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการต่อร่างกายอีกมากมาย

หมอยาจีนเขาจะใช้ใบกุยช่ายที่ส่วนมากจะให้เอามาต้มกินน้ำแกง หรือเอามาผัดก็ได้ ซึ่งจะช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับเม็ดเลือดและประสาท โรคติดเชื้อ และรักษาปัสสาวะเป็นเลือด รวมทั้งสามารถช่วยให้คนที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงง่าย เหนื่อยง่าย คนป่วย คนอายุมาก หรือคนที่มีอาการกามตายด้านให้กลับคืนสู่สภาพปกติได้ อีกทั้งยังช่วยขับประจำเดือน ขับลม หรือถ้าบวมช้ำภายนอกมีเลือดคลั่ง ก็ให้เอาใบกุยช่ายมาตำ แล้วนำมาประคบ

สำหรับคนเป็นริดสีดวงทวาร เขาให้ต้มใบกุยช่ายกับน้ำร้อนใส่อ่าง แล้วนั่งคร่อมให้ไอระเหยโดนหัวริดสีดวงทวารจะยุบได้ แต่อย่าลืมเผลอแหย่อะไรลงไปในน้ำร้อนล่ะ จะพาลหดหมดนั่น

กุยช่าย ผักกลิ่นหอมที่สามารถกินสด ๆ เป็นเครื่องเคียง และนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นผัดกุยช่าย ขนมกุยช่าย หรือกุยช่ายทอด แต่รู้หรือไม่ว่า กุยช่ายยังถูกนำมาใช้เพื่อสรรพคุณทางยามาแต่โบราณกาลด้วย เช่น เพิ่มความต้องการทางเพศ ป้องกันโรคหลอดเลือด รักษาเบาหวาน บำรุงตับ เป็นต้น

หลายคนมักสับสนระหว่างกุยช่ายกับต้นหอม เพราะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เพียงแต่ใบกุยช่ายจะมีลักษณะแบนกว่า และมีดอกเล็ก ๆ สีขาวอยู่ตรงปลาย ซึ่งสามารถนำไปกินได้เช่นกัน

สารอาหารในกุยช่าย

กุยช่ายเป็นพืชที่มีไขมันและน้ำตาลต่ำ ทั้งยังอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญ

วิตามินเอ มีส่วนสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและการเจริญเติบโต

วิตามินซี จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่สึกหรอภายในร่างกาย

วิตามินเค ช่วยให้เลือดแข็งตัว ป้องกันภาวะมีเลือดออกได้ง่าย

แมงกานีส ช่วยในการทำงานของสมองและระบบประสาท

โพแทสเซียม ช่วยในการรักษาระดับความดันโลหิต

แมกนีเซียม จำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ หัวใจ ระบบประสาท และช่วยให้กระดูกแข็งแรง

กากใยอาหาร ดีต่อระบบขับถ่าย ช่วยป้องกันปัญหาท้องผูก

ประโยชน์ของกุ้ยช่าย

กุยช่าย กับความเชื่อด้านสรรพคุณบำรุงสุขภาพ

แม้สรรพคุณทางยาของกุยช่ายจะเป็นที่กล่าวถึงตามตำรับยาจีน และถูกนำมาใช้บำรุงสุขภาพตั้งแต่ยุคโรมันโบราณ แต่การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพืชชนิดนี้ในปัจจุบันก็ยังมีจำนวนน้อย โดยคุณประโยชน์ของกุยช่ายที่พอจะมีการพิสูจน์ให้เห็น

  • ใบกุยช่าย ช่วยบำรุงกระดูก กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ แก้ปัญหาการหลั่งเร็วในเพศชาย เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยป้องกันมะเร็ง ช่วยลดความดัน รักษาโรคความดันโลหิตสูง รักษาโรคเบาหวาน ช่วยรักษาโรคหูน้ำหนวก เป็นยาแก้หวัด แก้อาเจียน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะอาหาร ช่วยรักษาแผลริดสีดวงทวาร ช่วยแก้โรคนิ่ว รักษาหนองในได้ บำรุงไต แก้พิษแมลงกัดต่อย รักษาห้อเลือด รักษาอาการฟกช้ำ รักษาแผลเป็นหนอง บำรุงน้ำนม ช่วยลดอักเสบ
  • รากกุยช่าย ช่วยแก้อาการเลือดกำเดาไหล แก้อาการอาเจียน มีฤทธิ์ในการช่วยห้ามเหงื่อ ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอก ช่วยแก้อาการปัสสาวะขัด
  • เมล็ดของกุยช่าย ช่วยอุดฟัน ป้องกันฟันผุ ช่วยขับพยาธิ ช่วยขับปัสสาวะ เป็นยาฆ่าแมลง
    ช่วยแก้อาเจียน ด้วยการใช้ต้นกุยช่ายนำมาคั้นเอาแต่น้ำผสมกับเกลือเล็กน้อย หรือจะผสมกับน้ำขิงสักเล็กน้อยอุ่นให้
  • ต้นกุยช่าย ช่วยรักษาอาการท้องเสีย ช่วยแก้โรคนิ่ว ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี รักษาโรคหนองใน บำรุงน้ำนม ลดอาการอักเสบ

เพิ่มความต้องการทางเพศ ตามตำรับยาจีน กุยช่ายถูกใช้เพื่อเสริมความต้องการทางเพศและรักษาภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งในช่วงหลังมานี้มีงานวิจัยบางส่วนที่กล่าวสนับสนุนว่ากุยช่ายอาจมีคุณสมบัติด้านนี้จริง

โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งทดลองให้หนูตัวผู้กินสารสกัดจากเมล็ดกุยช่าย ผลลัพธ์พบว่าสารสกัดดังกล่าวช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศได้ทั้งหนูที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศและหนูที่มีสมรรถภาพทางเพศเป็นปกติ เช่นเดียวกับการทดลองอีกชิ้นหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ที่พบว่าหนูตัวผู้และตัวเมียที่กินสารสกัดจากกุยช่ายมีความตื่นตัวทางเพศมากขึ้น

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าสารสกัดจากกุยช่ายอาจเป็นตัวเลือกทางธรรมชาติที่มีประโยชน์และปลอดภัยต่อผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปอีกมาก เนื่องจากงานวิจัยที่มีในปัจจุบันล้วนทดสอบกับหนูทดลอง และยังไม่อาจยืนยันได้ว่าหากนำมาใช้กับคนจะให้ผลลัพธ์ในแบบเดียวกัน

ป้องกันโรคหลอดเลือด นักวิจัยสันนิษฐานว่ากุยช่ายอาจมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และมีประโยชน์ต่อระบบไหลเวียนโลหิต เนื่องจากมีการศึกษาในหลอดทดลองโดยใช้สารสกัดกุยช่ายหยดลงบนเซลล์หลอดเลือดที่ทำงานผิดปกติ พบว่าสารสกัดกุยช่ายมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบที่เกิดจากโรคหลอดเลือด และอาจช่วยป้องกัน โรคหลอดเลือดแดงแข็งในระยะเริ่มต้นได้ ทว่างานวิจัยนี้ไม่ได้ให้ผู้ป่วยโรคนี้กินสารสกัดดังกล่าวโดยตรง จึงยากจะยืนยันได้ว่ากุยช่ายมีประสิทธิภาพและปลอดภัยจริงหากนำไปใช้กับคน

ต้านเบาหวานและภาวะพิษต่อตับ สรรพคุณต่อสุขภาพอีกหนึ่งอย่างของกุยช่ายที่มีงานวิจัยค้นพบ คือ อาจช่วยต้านโรคเบาหวานและภาวะพิษต่อตับ โดยนักวิจัยคาดว่าอาจเป็นผลมาจากคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบของกุยช่าย แต่งานวิจัยดังกล่าวทดลองกับหนูที่เป็นเบาหวาน จึงยังไม่อาจให้ข้อสรุปที่แน่ชัดได้จนกว่าจะมีการค้นคว้าและผลการทดลองที่น่าเชื่อถือต่อไปในอนาคต

กินกุยช่ายอย่างไรให้ได้ประโยชน์ที่สุด ?
เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ ควรเลือกซื้อและเก็บถนอมกุยช่ายสดตามคำแนะนำ
  • เลือกซื้อกุยช่ายจากแหล่งขายที่มั่นใจได้ว่าสะอาดและ ปราศจากสารพิษเจือปน โดยล้างกุยช่ายให้สะอาดก่อนนำมาประกอบอาหารทุกครั้ง
  • เลือกกุยช่ายที่มีใบสีเขียวและดูสดใหม่ มีดอกกุยช่ายเล็ก ๆ ที่ยังตูมอยู่บริเวณปลายใบ หากดอกกุยช่ายบานแล้วแสดงว่าแก่เกินไป
  • หลีกเลี่ยงกุยช่ายที่ใบเหี่ยวแห้ง ใบลีบ หรือมีกลิ่นเน่าเสีย
  • เก็บกุยช่ายไว้ในช่องแช่ผักผลไม้ โดยใช้กระดาษหรือกระดาษทิชชู่แผ่นใหญ่ห่อกุยช่ายแล้วใส่ในถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เก็บรักษากุยช่ายไว้ได้นานถึง 3 วัน

ข้อควรระวังในการใช้กุยช่ายเพื่อประโยชน์ทางการรักษา

การกินกุยช่าย ในปริมาณของอาหารทั่วไปในชีวิตประจำวันนั้นปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่หากกินมากเกินไปอาจทำให้ท้องเสียได้ ส่วนหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่ต้องให้นมบุตรก็กินผักชนิดนี้ได้ตามปกติ ทว่าควรหลีกเลี่ยงการกินในปริมาณที่มากเกินไปหรือการใช้เป็นยา เพราะยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันความปลอดภัยได้อย่างแน่ชัดหากใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการรักษา และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอหากต้องการทดลองใช้กุยช่ายเพื่อรักษาโรคหรือบำรุงสุขภาพ

  • กุยช่ายมีสรรพคุณให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย หากรับประทานมากเกินไปจะทำให้ตัวร้อน และร้อนในได้
  • ไม่ควรดื่มสุรา ร่วมกับกุยช่าย เนื่องจากกุยช่ายทให้ร่างกายร้อนขึ้น และสุราก็มีฤทธิ์ร้อนเช่นกัน อาจเป็นพิษต่อร่างกายได้
  • กุยช่ายกระตุ้นการทำงานของระบบลำไส้ หากมีอาการท้องเสีย หรือเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ไม่ควรกินกุยช่าย
  • กุยช่ายแก่ จะมีกากใยอาหารมาก ในการรับประทานกุยช่าย จะทำให้ระบบลำไส้ ทำงานหนักมากขึ้น

The post คุณค่าทางอาหารและสรรพคุณบำรุงร่างกาย กับ ผัก ที่เรียกว่า กุยช่าย appeared first on สุขภาพ.

]]>
https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a4%e0%b8%97/feed/ 0
รีวิวหนัง Moneyball 2011 กับการคัดตัวผู้เล่นที่ไม่เหมือนใคร https://smallbizdevhackathon.com/moneyball-2011-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%8a%e0%b8%b5/ https://smallbizdevhackathon.com/moneyball-2011-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%8a%e0%b8%b5/#respond Tue, 14 Sep 2021 10:35:31 +0000 https://smallbizdevhackathon.com/?p=1814 Moneyball 2011 เป็นหนังแนวดราม่า ชีวประวัติ และกีฬา เป็ […]

The post รีวิวหนัง Moneyball 2011 กับการคัดตัวผู้เล่นที่ไม่เหมือนใคร appeared first on สุขภาพ.

]]>
MoneyBall

Moneyball 2011 เป็นหนังแนวดราม่า ชีวประวัติ และกีฬา เป็นหนังที่เกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตของ Billy Beane อดีตนักเบสบอลมือดี ที่ผันตัวเองมาเป็นแมวมอง และไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้จัดการทั่วไปของทีม Oakland ทีมเบสบอลที่มีทุนน้อย และกำลังประสบปัญหาขาดตัวผู้เล่น และไม่มีเงินพอที่จะซื้อผู้เล่นดี ๆ เข้าทีม

ในขณะที่ทีม Oakland กำลังประสบปัญหาขาดตัวผู้เล่นในทีม Billy Beane ได้เจอกับ Peter Brand ผู้คิดค้นทฤษฎีการใช้สถิติ และการคำนวณทางคณิตศาสตร์ในการคัดตัวผู้เล่น ซึ่งเป็นการพลิกประวัติศาสตร์รูปแบบการคัดตัวผู้เล่นในแบบเดิม ๆ ที่เคยใช้แมวมองนั่งดูผู้เล่นในสนาม แล้วตัดสินใจจากลักษณะภายนอกและวิธีการเล่นไปโดยสิ้นเชิง

Billy Beane ตัดสินใจใช้ทฤษฎีของ Peter Brand โดยรับเขาเข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ แต่เนื่องจากเป็นทฤษฎีใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทำให้ในช่วงแรก ๆ ทฤษฎีของพวกเขาถูกต่อต้านจากเพื่อนร่วมงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาได้พบว่า ทฤษฎีของพวกเขาถูกต้อง และคว้าชัยชนะให้กับทีมได้ต่อเนื่องถึง 20 ครั้ง และยังใช้เงินทุนน้อยกว่าคู่แข่งเกือบ 5 เท่า

หนังเรื่อง Moneyball 2011 ถือเป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง ดูหนังออนไลน์ฟรี โดยหนังโฟกัสที่ทฤษฎีการคัดตัวผู้เล่นรูปแบบใหม่ของ Peter Brand และความมุ่งมั่นของ Billy Beane ที่เชื่อมั่นในทฤษฎีและผลักดันในการนำมาใช้จริงจนประสบความสำเร็จ ถึงแม้ว่าในช่วงแรก ๆ ยังไม่ได้รับการยอมรับมากเท่าที่ควร แต่พวกเขาก็มาถูกทาง หนังเรื่อง Moneyball 2011 นี้ ถึงแม้จะเป็นหนังแนวชีวประวัติและดราม่า แต่ก็ไม่ใช่หนังที่น่าเบื่อ แต่เป็นหนังที่มอบความตื่นเต้น และระทึกใจได้มากพอสมควร กับการลุ้นชัยชนะของทีม Oakland โดยเนื้อเรื่องตลอดทั้งเรื่องอยู่กับการจัดหาตัวผู้เล่นเข้าทีม Oakland ของ Billy Beane และการผลักดันทฤษฎีใหม่ของเขา ที่ได้รับการต่อต้านจากเพื่อนร่วมงานและแฟนบอลอย่างหนัก แต่ด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อของ Billy Beane ต่อความเชื่อมั่นในทฤษฎีใหม่ ทำให้ทีมของเขาสามารถสู้กับทีมใหญ่ ๆ ที่มีเงินหนากว่ามากได้

จากหนังเรื่อง Moneyball 2011 นี้ จะเห็นได้ว่านอกจากความบันเทิงแล้ว หนังยังให้ข้อคิดหลายอย่าง เช่น เรื่องของการเปลี่ยนแปลง อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องใหม่มักถูกต่อต้านในช่วงแรก ๆ เสมอ และความมุ่งมั่นที่จะเดินไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง โดยไม่ลังเลสงสัยเท่านั้น ที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายได้ อย่างที่ Billy Beane ไม่เคยสงสัยในทฤษฎีของ Peter Brand และการรู้จักมองหาสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ อย่างที่ Peter Brand ทำ เขามองเห็นถึงความสามารถที่เฉพาะเจาะจง และจำเป็นจริง ๆ ในแต่ละตำแหน่งของผู้เล่น โดยไม่ได้มองที่บุคลิกและภาพรวมกว้าง ๆ ทำให้พวกเขาสามารถค้นพบผู้เล่นที่เหมาะสมกับตำแหน่ง ด้วยราคาค่าตัวที่ถูกมาก ๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่ง และการคัดตัวโดยใช้แมวมองในแบบเดิม ๆ  และนี่ก็เป็นตัวอย่างแนวคิดที่ดีมากแนวคิดหนึ่ง ที่เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุก ๆ เรื่อง

Moneyball เป็นหนังที่สร้างมาจากนิยายเรื่อง Moneyball: The Art of Winning an Unfair Game ซึ่งเขียนเกี่ยวกับชีวประวัติจริงๆของ Billy Beane ผู้จัดการทั่วไปของทีมเบสบอล Oakland Athletics ในช่วงปี 2002 หลังจากทีม Athletics พ่ายแพ้แก่ New York Yankees ในปี 2001 Beane ต้องทนเห็นซุปเปอร์สตาร์ในทีมทยอยเดินจากทีมไปอยู่กับทีมที่เงินหนากว่า ด้วยงบประมาณที่มีอยู่จำกัด การจะหาผู้เล่นระดับท๊อปมาแทนที่ก็เป็นไปไม่ได้ แค่การรักษาผู้เล่นเก่าก็ยากแล้ว Beane ไม่สามารถเล่นตามเกมของทีมเงินหนาอย่าง Yankees ได้จึงจำเป็นต้องหาวิธีการทำทีมใหม่เพื่อสู้กับทีมที่มีงบประมาณมากกว่า 3 เท่า (41 ล้านเหรียญกับ 125 ล้านเหรียญ)

Peter Brand นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มจบใหม่เสนอวิธีการจัดหาผู้เล่นที่เหมาะสมเข้าทีมในรูปแบบที่วงการเบสบอลไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเสนอให้มองข้ามรูปลักษณ์ที่เห็นอยู่ภายนอก ด้วยการนำเอาสถิติของผู้เล่นแต่ละคนในด้านต่างๆมาพิจารณา แล้วเลือกผู้เล่นจากสิ่งที่ทีมอยากได้จากเขาเหล่านั้นจริง ๆ

วิธีการทั่วๆไปที่แมวมองเบสบอลสมัยนั้นใช้จะเป็นการพิจารณาแบบผิวเผิน เช่น ดูจากการทำแต้ม สถิติการขว้าง หรือสถิติการตี รวมถึงรูปลักษณ์ภายนอก เช่น ความเป็นดาราดึงดูดแฟนเบสบอลเข้าสนาม ดูหน่วยก้าน หรือกระทั่งดูแฟน (ถ้านักเบสบอลคนไหนแฟนสวย แสดงว่ามีความมั่นใจสูงถึงกล้าจีบคนสวย)

ผลก็คือแมวมองเหล่านี้ก็มันจะมาสนใจนักเบสบอลคนเดียวกัน ส่งผลให้ค่าตัวของนักเบสบอลเหล่านั้นพุ่งสูงเกินจริง ทั้งๆที่ทีมอาจไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่า นี้ก็ได้ ทีมเบสบอลมี Pitcher ขว้างได้ครั้งละคน มี Butter ตีได้ครั้งละคน คนทำแต้มได้ไม่ใช้คนตีโดน หรือขว้างดี แต่เป็นคนที่ทำเบสได้มากที่สุดต่างหาก

Brand นำเอาสถิติต่างๆมาพิจารณาอย่างละเอียด แล้วเลือกผู้เล่นที่ทำได้ดีที่สุดในสิ่งที่แผนการเล่นของทีมต้องการ เขาไม่ได้เลือกนักเบสบอลที่ทำแต้มได้มากที่สุด แต่เขาเลือกคนที่ทำเบสได้มากที่สุด เขาไม่ได้เลือกคนที่ตีแม่นที่สุด แต่เขาเลือกคนที่เอาฟาวล์จากคู่แข่งได้มากที่สุด เขาไม่ได้เลือกคนที่ขว้างแรงที่สุด แต่เขาเลือกคนที่ท่าขว้างประหลาดที่สุดจนคู่แข่งจับทางไม่ได้ ทำให้ทีมของ Beane เต็มไปด้วยนักเบสบอลที่เข้าข่าย “ประหลาด” แต่ค่าตัวถูก เช่น แก่เกินแกง หัวเข่าไม่สมบูรณ์ หรืออ้วนลงพุง เป็นต้น ในจำนวนนี้บางคนต้นสังกัดเดิมถึงกับยอมออกค่าเหนื่อยช่วยเพื่อผลักไสให้ไปพ้นๆทีมเสียด้วยซ้ำไป

ในช่วงต้นฤดูกาล 2002 ผลงานของทีมประหลาดของ Beane ย่ำแย่ถึงขีดสุด พ่ายแพ้อย่างต่อเนื่องลงไปกองบ๊วยของ Major League นั่นเพราะโค้ชของทีมไม่ได้ศรัทธาในแนวทางของ Beane จึงยังจัดผู้เล่นลงสนามแบบเดิมๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับผู้เล่นที่ถูกดึงเข้ามาเพื่อให้เล่นตามแผนการเล่นของ Beane และ Beane เองก็ไม่สามารถก้าวก่ายอำนาจของโค้ชในการจัดทีมลงสนามได้ จนในที่สุด Beane ตัดสินใจล้างบางผู้เล่นในสไตล์ “แบบดั้งเดิม” เขาทำกระทั่งปล่อย Carlos Pena ซึ่งเป็นซุปเปอร์สตาร์คนสุดท้ายของทีมออกไปเพื่อกดดันให้โค้ชจัดทีมลงสนามตามปรัชญาของเขา

MoneyBall

มาถึงจุดนี้ทุกคนมองว่า Beane บ้าไปแล้ว และนั่งนับวันรอว่าเมื่อไร Beane จะโดนไล่ออกซะที แต่ผลกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เหล่าผู้เล่นที่โค้ชถูกบังคับให้จัดลงสนามกลับทำผลงานได้ตามแผนของ Beane แม้รูปแบบการเล่นจะไม่สวยงามแต่ทรงประสิทธิภาพ จนกระทั่ง Athletics ทำสถิติชนะ 20 เกม ต่อเนื่องกันและเป็นสถิติของ Major league ในสมัยนั้น

แม้ว่าสุดท้ายแล้ว Athletics จะไปไม่ถึงฝันไปจอดอยู่แค่รอบ Knock out (Post season) แต่แนวทางการทำทีมของ Beane ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการเบสบอล จนกระทั่ง John William Henry II แห่ง Fenway Group (แฟนบอลหงส์แดงน่าจะรู้จักดี เพราะเป็นเจ้าของสโมสรลิเวอร์พูลในปัจจุบัน) เสนอให้ Beane มาทำทีม Boston Red Sox ด้วยค่าจ้าง 12.5 ล้านเหรียญต่อปี ซึ่งสูงที่สุดในวงการเบสบอลสมัยนั้น แต่ Beane ก็ปฎิเสธข้อเสนอของ Red sox และเป็นผู้จัดการทีม Athletics ต่อไปอย่างน่ายกย่อง

เล่ามาถึงตอนนี้แล้ว Moneyball มันเกี่ยวกับการลงทุนตรงไหน Moneyball สะท้อนความจริงหลายประการในตลาดทุนผ่านมุมมองของกีฬาเบสบอล

Moneyball แนะให้เรามองข้ามรูปลักษณ์ภายนอก และมองให้เห็นถึงคุณค่าที่แท้จริงของมัน (Valuation) หุ้นบางตัวอาจขึ้นได้เพราะออกสื่อบ่อย โฆษณาเยอะ หรือมีนักวิเคราะห์พูดถึงมาก แต่มันก็ทำให้ราคาหุ้นเหล่านี้สูงเกินจริงตลอดเวลา (Overvalue) แม้ว่าบริษัทเหล่านี้จะสามารถเติบโตได้จริงตามคาดการณ์แต่ราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นไปสูงมากก็จะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่น้อยลง (กำไรบริษัทจะโตไม่ทันราคาหุ้นทันซะที) หุ้นพวกนี้ P/E ก็จะสูงตลอดเวลา ซึ่งคนได้ประโยชน์ส่วนใหญ่จาก PR เหล่านี้ก็คือเจ้าของกิจการนั่นเอง

นักลงทุนทั่วไปที่เข้าซื้อหุ้นหลังจากที่ตลาดรู้จักกันแล้วอาจไม่ได้กำไรอะไรมากนักเพราะกว่าจะมาซื้อเอาก็ตอนที่คนพูดถึงกันทั่วแล้วราคาก็วิ่งขึ้นไปเยอะแล้ว และวันใดหากบริษัทไม่สามารถรักษาการเติบโตของกำไรให้อยู่ในระดับสูงเช่นนั้นได้ต่อไป (ซึ่งวันนั้นจะต้องมาถึงแน่ๆ เพระาไม่มีธุรกิจใดที่จะเติบโตในอัตราสูงๆได้ตลอดไป)

ปาร์ตี้ก็จะเลิกใครที่ลุกจากโต๊ะช้าสุดก็ต้องจ่ายแทนทุกคนที่ลุกไปก่อน เช่นเดียวกับ นักกีฬาเบสบอลที่เป็นที่สนใจของพวกแมวมองด้วยวิธีการมองแบบผิวเผิน ค่าตัวที่แพงไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับทีมที่ซื้อ เพราะเล่นดียังไงก็ไม่คุ้มค่าตัวอยู่ดี และที่สุดเมื่อสัญญาหมดลงเงินลงทุนทั้งหมดที่ใส่ใหันักเบสบอลคนนี้ก็เหลือแค่ 0

แท้จริงแล้วหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีไม่จำเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน อาจเป็นหุ้นที่ไม่มีใครสนใจเลยก็ได้ แต่หากเราหมั่นแสวงหาหุ้นใหม่ๆ ไม่รังเกียจที่จะต้องศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองโดยไม่พึ่ง Analyst เราจะได้หุ้นชั้นดีที่ไม่มีใครรู้จักที่สามารถทำกำไรให้เราได้มหาศาล ผมเคยวิเคราะห์หุ้น BJC สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ เมื่อ 8 ปีก่อนสมัยที่มันยังราคา 4 บาท กำไรสุทธิ ประมาณ 1,187 ล้าน (สมัยนั้นยังไม่ปรับพาร์ราคา 40 บาท)

ผลก็คือไม่มีใครสนใจบริษัทที่ผมแนะนำนี้เลยแม้แต่คนเดียวทั้งที่บริษัทมีศักยภาพในการเติบโต มีเงินสดเยอะมาก และราคาก็ถูกมากๆ ราคาหุ้นสมัยนั้นเทรดกันที่ P/E ระดับ 5 เท่าเอง มาวันนี้หุ้น BJC ราคา 43.50 ซื้อขายกันที่ P/E 31 เท่า กำไรสุทธิปี 2554 อยู่ 2,523 ล้านบาท กำไรเติบโตจากตอนผมวิเคราะห์ 1.12 เท่า แต่ราคาหุ้นขึ้นมา 10 เท่า คุณว่าราคาหุ้นตัวนี้ขึ้นมาเพราะกำไรมันโตเร็ว หรือขึ้นเพราะความคลั่งไคล้หุ้นกลุ่มค้าปลีกของนักลงทุนกันแน่ ถ้าเป็นอย่างหลังทำไมคุณไม่ลองไปหาหุ้นที่ยังไม่มีใครรู้จักแต่กำไรเติบโตได้ดี ลงทุนเสียแล้วรอให้คนอื่นหันมาบ้าคลั่งหุ้นของคุณ

ในความเป็นจริงการทำอย่างที่ผมบอกนั้นยากมากๆ ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ดังนี้

คุณต้องมีความพยายามมากพอที่จะเข้าไปค้นหาข้อมูลของบริษัทจากงบการเงิน รายงานประจำปี รวมถึงต้องเข้าประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อสอบถามผู้บริหาร เพราะหุ้นที่คนไม่รู้จักเหล่านี้จะไม่ออกสื่อ ไม่มีนักวิเคราะห์ให้ข้อมูล ไม่มี Roadshow คุณต้องทำการวิเคราะห์ด้วยตัวคุณเอง ไม่มีตัวช่วย ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ชอบทำอะไรยุ่งยากด้วยตัวเองคุณไม่เหมาะกับแนวทางลงทุนแบบนี้

คุณต้องมีความอดทนมากพอที่จะรอให้ตลาดหุ้นหันมาสนใจหุ้นของคุณ แม้ว่าหุ้นคุณจะดีแค่ไหน ถ้ามันอยู่ “นอกสายตา” ของตลาด หุ้นมันก็จะไม่ขึ้น และไม่ว่าคุณจะพยายามแค่ไหนก็จะไม่มีมาสนใจหุ้นของคุณ เพราะคุณเป็นแค่คนธรรมดาที่คำแนะนำของคุณจะกลายเป็น “เสียงนกเสียงกา” ในสายตาของตลาด สิ่งที่ยากที่สุดในกระบวนการนี้ก็คือ คุณต้องทำให้ตัวคุณเองเชื่อมันในวิธีการของคุณต่อไป แม้ว่าเพื่อนคุณจะหัวเราะเยาะคุณ

เจ้านายคุณจะบอกว่าสิ่งที่คุณคิดมันผิด และที่สุดแล้วตัวคุณนั่นแหละที่จะเริ่มสงสัยในแนวทางของคุณเอง Money ball สอนให้เรารู้จักศรัทธาในแนวทางของเรา และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อจะรักษาศรัทธาอันแน่วแน่ของเราเอาไว้ เช่นที่ Beane ถูกกดดันจากสื่อ เพื่อนร่วมงาน ลูกทีม หรือกระทั่งเจ้านายของเขาที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดแปลกใหม่ของ Beane จนกระทั่ง Beane ต้องขายซุปเปอร์สตาร์คนสุดท้ายของทีมออกไปเพื่อให้ทีมเดินไปในแนวทางที่เขาเชื่อมั่นอย่างไม่กลัวโดนไล่ออกนั่นแหละ

สุดท้ายเมื่อหุ้นของคุณได้รับความสนใจจากตลาด คุณจะต้องไม่ด่วนขายมันออกไปเร็วเกินไป นักลงทุนมักยึดติดกับคำว่า Fair Value โดยพยายามจะซื้อหุ้นที่ Under Value และขายมันที่ราคา Fair Value แต่นักลงทุนมักจะลืมไปว่าหุ้นมันสามารถ Overvalue ไปได้ตราบเท่าที่ตลาดจะยังคลั่งไคล้มันอยู่

Fair Value ก็สามารถปรับขึ้นได้ถ้ากำไรของบริษัทเติบโต ถ้าคุณต้องอดทนถูกเพื่อนๆเยาะเย้ยอยู่เป็นปีๆ ผลตอบแทนที่ได้รับจากความอดทนก็สมควรจะเป็นกอบเป็นกำไม่ใช่แค่ 20-30%

โอกาสในการลงทุนในหุ้นนอกสายตาเหล่านี้มันมีอยู่ตลอดเวลา เชื่อหรือไม่ แม้ว่าดัชนี SET จะอยู่ที่ 1200 จุด วันนี้ผมยังสามารถหาหุ้นที่ P/E 5 เท่า P/B 0.5 เท่า Dividend yield 9% อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นที่นิยมได้อยู่เลย แต่ไม่ว่าผมจะแนะนำอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อผมซักทีมา 2 ปีแล้ว

มันก็อาจจะเป็นอย่างนี้ไปอีก 2-3 ปีก็ได้ ถ้าเป็นคุณจะทิ้งตัวนี้แล้วไปซื้อตัวอื่นที่กำลังวิ่ง หรือคุณจะอดทนกอดมันเอาไว้โดยที่ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีมันจะขึ้น นี่แหละความยากของการลงทุนในหุ้น “นอกสายตา”

The post รีวิวหนัง Moneyball 2011 กับการคัดตัวผู้เล่นที่ไม่เหมือนใคร appeared first on สุขภาพ.

]]>
https://smallbizdevhackathon.com/moneyball-2011-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b8%8a%e0%b8%b5/feed/ 0
คิดมาก กังวลเกินไป ทำยังไงดี ? https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2/ https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2/#respond Tue, 14 Sep 2021 06:14:18 +0000 https://smallbizdevhackathon.com/?p=1810 คิดมาก เป็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญและอยากแก้ไข เพราะมัก […]

The post คิดมาก กังวลเกินไป ทำยังไงดี ? appeared first on สุขภาพ.

]]>
คิดมาก เป็นปัญหาที่หลายคนต้องเผชิญและอยากแก้ไข เพราะมักนึกถึงข้อผิดพลาดในอดีตหรือ วิตกกังวล ต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ซ้ำไปมา และไม่สามารถหาข้อสรุปให้สิ่งเหล่านั้นได้ ซึ่งหากคิดมากเป็นประจำอย่างต่อเนื่องก็อาจส่ง ผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย และจิตใจได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถรับมือกับนิสัยคิดมากได้ เพียงแค่ปรับความคิดและพฤติกรรมบางอย่างของตัวเอง

โรควิตกกังวล

คิดมากเกิดจากอะไร ?

งานวิจัยบางส่วนคาดว่า นิสัยคิดมากของผู้หญิงอาจเป็นปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อความเศร้า ส่วนอาการคิดมากในผู้ชายมักเกิดจากการตอบสนองต่อความรู้สึกโกรธ โดยผู้ที่คิดมากอยู่บ่อยครั้งอาจมีสาเหตุจากปัจจัยต่อไปนี้

  • บุคลิกภาพเฉพาะตัว เช่น นิยมความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) บุคลิกภาพที่มีความหวั่นไหวทางอารมณ์สูง (Neuroticism) หรือมักจดจ่อกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป เป็นต้น
  • เคยเผชิญกับเหตุการณ์ที่สร้างความบอบช้ำทางจิตใจ
  • เข้าใจว่าการคิดมากช่วยให้ตระหนักรู้ในบางเรื่องหรือบางสถานการณ์ได้ดีขึ้น
  • คิดว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่เป็นปัญหาเรื้อรังและควบคุมไม่ได้

นอกจากนั้น คนส่วนใหญ่อาจเคยประสบปัญหาคิดมากในช่วงเวลาเข้านอนจนทำให้นอนไม่หลับ ซึ่งอาจเกิดจากการรับข้อมูลระหว่างวันมากเกินไปจนไม่มีเวลาจัดการหรือทำความเข้าใจข้อมูลเหล่านั้น ส่งผลให้ต้องคิดทบทวนเรื่องต่าง ๆ ในเวลาที่ควรนอนหลับแทน

ปัญหาสุขภาพจากการคิดมาก

ไม่เพียงแต่สร้างความรำคาญใจให้ตัวเองและคนรอบข้าง แต่การคิดมากและนำเรื่องในอดีตมาคิดเป็นกังวลมากจนเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตได้ เพราะการคิดมากมักเกิดขึ้นเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า คล้ายกับการเสพติดที่ต้องทำต่อไปเรื่อย ๆ จนส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ ดังนี้

  • การคิดมากอาจทำให้เกิด โรคซึมเศร้า ในขณะเดียวกันก็อาจส่งผลให้ผู้ที่มีโรคซึมเศร้าอยู่แล้วก้าวผ่านช่วงที่รู้สึกหดหู่ได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
  • การคิดมากอาจทำให้มีแนวโน้มดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ซึ่งเสี่ยงต่อโรคติดสุราสูงขึ้นด้วย เพราะบางคนเลือกที่จะบำบัดอาการหงุดหงิดหรือซึมเศร้าจากการคิดมากด้วยการดื่มแอลกอฮอล์
  • หากบำบัดอาการวิตกกังวลและคิดมากด้วยการรับประทานอาหาร อาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคการกินผิดปกติ (Eating Disorder) ได้เช่นกัน
  • การคิดมากอาจก่อให้เกิดความคิดในเชิงลบมากขึ้น เพราะการวนนึกถึงสถานการณ์เลวร้ายอย่างต่อเนื่องอาจทำให้มองสิ่งรอบตัวในแง่ร้ายไปโดยปริยาย
  • การคิดมากอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการแก้ปัญหาของแต่ละคน โดยมีงานวิจัยที่เปรียบเทียบความรวดเร็วในการเข้าพบแพทย์ของผู้หญิงที่พบก้อนเนื้อในหน้าอก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่คิดมากเป็นประจำกับกลุ่มที่ไม่คิดมาก พบว่าผู้หญิงที่คิดมากมีแนวโน้มเข้าพบแพทย์ช้ากว่าผู้หญิงอีกกลุ่มถึง 2 เดือน
  • การคิดมากมักส่งผลให้เกิดความเครียด เมื่อเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
  • การนึกถึงหรือกังวลต่อสถานการณ์ใดซ้ำ ๆ ในช่วงเวลาเข้านอนอาจส่งผลให้นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ และทำให้คุณภาพในการนอนแย่ลง

วิธีรับมืออาการคิดมาก

ความคิดเป็นสิ่งที่ควบคุมและห้ามได้ยาก ทว่าการปรับความคิดและพฤติกรรมบางอย่าง อาจช่วยยังยั้งการคิดมากได้ โดยเฉพาะหากหมั่นฝึกฝนและทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ดังต่อไปนี้

รู้จักความคิดของตัวเอง เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ โดยควรสังเกตว่าตัวเองกำลังนึกถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งซ้ำ ๆ และสิ่งที่คิดไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ หรือไม่ หากรับรู้ว่าตัวเองกำลังคิดมาก แสดงว่ากำลังพบจุดที่เป็นปัญหาและต้องรีบหาทางออกเพื่อหยุดความคิดนั้น

ปรับความคิด หากพบว่าตัวเองกำลังคิดมากและต้องการหยุดความคิดดังกล่าว สามารถปรับเปลี่ยนความคิดตามหลักการ ดังนี้

  • เมื่อนึกถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งซ้ำ ๆ ให้หยุดความคิดดังกล่าวด้วยการท่องคำที่ใช้ดึงตัวเองออกมาจากวงจรความคิดนั้น เช่น หยุดคิด ตั้งสติ เป็นต้น
  • หากกำลังนึกถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจ เช่น กังวลว่าคนอื่นอาจกำลังนินทาตัวเองอยู่ ให้ปรับความคิดมาในทางบวกมากขึ้น โดยอาจคิดว่าเรื่องที่กำลังกังวลนั้นไม่ใช่เรื่องจริงและเป็นเรื่องที่ตัวเราจินตนาการไปเอง เป็นต้น
  • จำไว้เสมอว่าการจมอยู่กับความผิดพลาดในอดีตไม่ได้ทำให้สถานการณ์ในปัจจุบันดีขึ้น แต่ควรใช้ข้อผิดพลาดดังกล่าวเป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาตัวเองต่อไป
  • หากกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากใจ และกังวลว่าผลลัพธ์จากการตัดสินใจอาจเป็นไปในทางลบ ให้คิดว่าเราสามารถเดินออกมาจากจุดที่ทำให้ไม่สบายใจและเลือกทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองได้
  • หากกำลังกังวลใจหรือกลัวการเริ่มต้นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้คิดว่าการเริ่มลงมือทำนั้นดีกว่าการจมอยู่กับความคิดที่ไม่สามารถหาคำตอบได้

พูดคุยกับคนใกล้ตัว เมื่อรู้สึกวิตกกังวลกับเรื่องใดมากจนเกินไป ควรปรึกษาหรือระบายปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนที่ไว้ใจ รวมถึงพูดคุยเรื่องที่ทำให้มีความสุข เพื่อเบี่ยงเบนความคิดด้านลบออกไป

กำหนดเวลาสำหรับการตกผลึกความคิด การคิดทบทวนเรื่องต่าง ๆ ซ้ำ ๆ อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก ทว่าภายใน 1 วัน ควรกำหนดระยะเวลาประมาน 20 นาที เพื่อจัดการความคิดของตัวเอง และหยุดความคิดหรือความกังวลในเรื่องดังกล่าวเมื่อหมดเวลา

หากิจกรรมทำเพื่อเบี่ยงเบนความคิด การทำให้ตัวเองยุ่งอาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยยับยั้งการคิดมากอย่างได้ผล ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การทำงาน การไปสถานที่ที่ทำให้รู้สึกมีความสุข รวมถึงการฟังเพลงที่ทำให้นึกถึงช่วงเวลาดี ๆ

โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder)
ถือเป็นโรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน มีความแตกต่างไปจากความวิตกกังวลทั่วไปซึ่งเป็นความรู้สึกที่สามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิตพบคนไทยมากกว่าหนึ่งแสนคนป่วยด้วยโรควิตกกังวล ซึ่งโรควิตกกังวลนี้จะเป็นความกังวลที่มากกว่าปกติ ไม่ใช่เพียงแค่การคิดมากเกินไปจนส่งผลต่อการดำเนินชีวิต
ถ้าเราสังเกตเห็นถึงความวิตกกังวลมากจนเกินไปก็อาจสันนิษฐานได้ว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นโรควิตกกังวล ซึ่งสาเหตุของโรคนี้เกิดจากความผิดปกติทางจิตใจ หรือความไม่สมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรมก็ได้ รวมถึงอาจเกิดจากสภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู หรือการเลียนแบบพฤติกรรมจากพ่อแม่ หรือคนใกล้ชิด การประสบกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโรควิตกกังวลซึ่งมีหลายประเภท และนี่คือ 5 โรควิตกกังวลที่มักพบได้บ่อยในวัยทำงาน
โรควิตกกังวลทั่วไป (Generalized Anxiety Disorder)
คือเกิดความกังวลที่มากกว่าปกติในเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น งาน ครอบครัว สุขภาพ การเรียน ซึ่งผู้ป่วยยังสามารถระงับความรู้สึกได้ด้วยตัวเอง แต่หากผู้ป่วยยังรู้สึกวิตกแบบเดิมนานเกินกว่า 6 เดือน ไม่สามารถปรับตัวให้รับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ได้ อาจทำให้เกิดความอ่อนเพลีย กระวนกระวาย ไม่มีสมาธิ หงุดหงิด และนอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท หากมีอาการลักษณะนี้ ควรเข้าไปพบแพทย์เพื่อหาแนวทางรักษาต่อไป
โรคแพนิค (Panic Disorder)
หรือโรคตื่นตระหนก คือเกิดความวิตกกังวลโดยไม่มีสาเหตุ ตื่นตระหนก กลัวว่าจะควบคุมตัวเองไม่ได้ หรือตาย มีอาการเจ็บป่วยนิดหน่อยก็กลับมีความกังวล เช่น กลัวว่าจะเป็นโรคร้าย ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วไม่ได้ป่วยทางกายแต่ป่วยทางจิตต่างหาก อาการโรควิตกกังวลเกินเหตุ อาจเกิดเป็นพักๆ ทำให้เหงื่อออก ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ร้อนวูบวาบ แน่นหน้าอก วูบเหมือนจะเป็นลม อาการแบบนี้อาจทำให้เสียสุขภาพจิตและอาจนำไปสู่ภาวะอื่นๆ ได้ เช่น ภาวะซึมเศร้า ติดสารเสพติด เป็นต้น
โรคกลัวสังคม (Social Phobia)
คือความวิตกกังวลที่จะต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่คิดว่าต้องถูกจ้องมอง ทำอะไรที่น่าอาย ต้องคอยหลบ รู้สึกประหม่า และมักคิดในแง่ลบว่าคนอื่นจะนินทาลับหลัง ทำให้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจทำให้เกิดอาการหน้าแดง เหงื่อออก คลื่นไส้ หัวใจเต้นเร็ว ปวดหัว ที่น่าสนใจ คือโรคนี้มักแอบแฝงอยู่ในตัวบุคคลที่ดูเป็นปกติสุขดี มองดูภายนอกร่างกายก็สมบูรณ์แข็งแรงดี และไม่มีทีท่าว่าจะป่วยแต่อย่างใด สาเหตุของอาการนี้อาจเกิดจากการเลี้ยงดู ขาดทักษะการเข้าสังคม หรือเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานของสมอง พันธุกรรม
โรคกลัวแบบเฉพาะ (Phobia)
คือความวิตกกังวลที่มากเกินไปในเรื่องบางเรื่อง บางสิ่งบางอย่างแบบเจาะจง เช่น กลัวเลือด กลัวที่แคบ กลัวรู กลัวสุนัข เป็นต้น แม้ว่าจะรู้สึกกลัวไม่สมเหตุสมผล แต่ก็ไม่สามารถห้ามความกลัวได้ พยายามจะหลีกเลี่ยงไม่เผชิญกับสิ่งที่ตัวเองกลัว ผู้ป่วยมักเกิดปฏิกิริยาทางกายขึ้นมาหากอยู่ในสถานการณ์จำเพาะเจาะจง เช่น ใจสั่น หน้ามืด มือ-เท้าเย็น อาจทำให้ใจสั่น หายใจลำบาก เหงื่อออก
โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive Disorder)
ความวิตกกังวลที่เกิดจากการคิดซ้ำไปซ้ำมา ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์แบบซ้ำๆ ก่อให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวลใจ แม้ว่าอาการแบบนี้จะไม่รุนแรง หรือส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมากนัก แต่ทำให้เสียเวลาชีวิตไปกับพฤติกรรมเหล่านั้นไม่น้อย ซึ่งอาการย้ำคิดย้ำทำแบบนี้กลับพบบ่อยในคนวัยทำงาน เช่น คิดว่าลืมล็อคประตูบ้านต้องเดินกลับไปดูว่าล็อคหรือยัง คิดว่าลืมปิดก็อกน้ำต้องกลับไปเช็คอีกครั้ง เป็นต้น

The post คิดมาก กังวลเกินไป ทำยังไงดี ? appeared first on สุขภาพ.

]]>
https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/ 0
รีวิวโรแมนติก คอมเมดี้ “กวน มึน โฮ” https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%99-%e0%b8%a1%e0%b8%b6%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%ae-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84/ https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%99-%e0%b8%a1%e0%b8%b6%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%ae-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84/#respond Mon, 13 Sep 2021 07:46:26 +0000 https://smallbizdevhackathon.com/?p=1807 กวน มึน โฮ เป็นภาพยนตร์ไทยที่เล่นได้กวนและมึนสมชื่อหนัง […]

The post รีวิวโรแมนติก คอมเมดี้ “กวน มึน โฮ” appeared first on สุขภาพ.

]]>
กวน มึน โฮ

กวน มึน โฮ เป็นภาพยนตร์ไทยที่เล่นได้กวนและมึนสมชื่อหนังมาก
โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ ผลิตโดยจอกว้างฟิล์ม และจัดจำหน่ายโดย จีทีเอช ออกฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2553

ผู้กำกับ : บรรจง ปิสัญธนะกูล

นักแสดงนำโดย: ฉันทวิชช์ ธนะเสวี – หนึ่งธิดา โสภณ

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ

ดูหนังออนไลน์ฟรี หญิงสาวและชายหนุ่มชาวไทยที่จู่ ๆ ก็ได้บังเอิญมาพบเจอกันที่กรุงโซลต่างคนต่างอกหัก เดินทางมาเที่ยวเกาหลีคนเดียวทั้งคู่ และได้ตกลงเที่ยวด้วยกัน โดยไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนาม เพราะไม่ต้องการรู้จักกันแบบลึกซึ้ง

เรื่องย่อ –

หญิงสาว(หนูนา หนึ่งธิดา) ผู้หญิงที่โกหกแฟนว่าไปงานแต่งกับเพื่อน แต่จริง ๆ แล้ว เพื่อนไม่ว่าง เลยมาคนเดียว แฟนเธอมีนิสัยจู้จี้ขี้บ่น ทำอะไรก็ห้ามไปหมด ชอบหัวร้อนและอารมณ์เสียใส่ ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ตลอด ดุหมือนพ่อ !! ชายหนุ่ม(เต๋อ ฉันทวิชช์) ผู้ชายที่ไปเที่ยวเกาหลีคนเดียว แต่งตัวโคตรชิลล์ ใส่เสื้อยืดแขนสั้น ย้วย ๆ กางเกงขาสั้น รองเท้าหูคีบ ชิลล์เกิ๊น !! เดินทางมาเที่ยวเกาหลีเพราะว่าอกหัก ลืมแฟนเก่าที่คบกันมานานหลายปีไม่ได้ เลยหนีมาเที่ยว เผื่อจะดีขึ้น มีอยู่คืนนึงชายหนุ่มก็เมาเละเทะเลย อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำของโรงแรม นอนสลบอยู่หน้าเกสเฮ้าส์แห่งหนึ่ง โดยมีรองเท้าของใครก็ไม่รู้ เป็นหมอนคู่ใจของเขายันเช้า

วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มก็ลุกพรวดขึ้นมา เห็นหน้าหญิงสาวพอดี เธอเอะอะโวยวายเพราะต้องการจะทวงเสื้อคลุมที่เธอเสียสละให้ห่มกายนอนเมื่อคืน หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ตีมึน บอกว่าหลงทางกลับโรงแรมไม่ถูก จึงอยากขอให้หญิงสาวช่วยไปส่งหน่อยได้มั้ย แต่สุดท้ายเขาก็ไปไม่ทันทัวร์ พลาดตกรถ เพราะว่ากว่าจะเจอโรงแรมก็สายแล้ว ทัวร์กรุ๊ปของชายหนุ่มได้ไปทัวร์ที่อื่นต่อแล้ว เลยทำให้ชายหนุ่ม(เต๋อ ฉันทวิชช์) ต้องย่องตามหญิงสาวไป เพราะอยากขอวอนให้เที่ยวด้วยกันได้มั้ย ทั้งที่หญิงสาวตั้งใจจะมาเที่ยวคนเดียวแบบสาวติส จนทั้งสองได้ตกลงปลงใจเที่ยวด้วยกัน แต่มีข้อแม้ว่า จะไม่รู้จักชื่อของกัน ไม่เอ่ยข้อมูลส่วนตัวเลย โดยเที่ยวด้วยกันแบบ ใช้นามสมมุติ เรียกกันแทน เพราะไม่อยากเป็นคนรู้จักกัน เวลาพูดอะไร ทำอะไรจะได้ไม่ต้องเกรงใจใคร หรือทะเลาะกับใคร ให้เป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าสองคนที่มาเที่ยวต่างประเทศด้วยกันแค่นั้น

ฉากที่ประทับใจ –

1. ฉากที่พระเอกไปเที่ยวที่เกาะนามิ

หรือ ที่คุณเต๋อเขาเรียกว่า เกาะฮานามิ  แล้วได้ไปนั่งกินอาหารที่ร้านแห่งหนึ่งกับนางเอก แล้วก็ชมเจ้าของร้านว่า ลุง ลุง อาหารร้านลุงแม่งรสชาติเหี้ยมากเลย หมาไม่แดกอ่ะ โคตรห่วยแตกเลย พร้อมกับยกนิ้วโป้งให้ลุงเจ้าของร้านด้วย แล้วลุงเขาก็ก้มหัวลงขอบคุณใหญ่เลย เพราะเข้าใจว่าลูกค้าชม คือแบบซีนนี้ฮามาก ประมาณว่าที่พระเอกจะสื่อให้รู้ว่า ไหน ๆ ก็จะเที่ยวแบบไม่รู้จักใครไงละ เราพูดอะไรไปเขาก็ฟังไม่ออกหรอกไรงี้ เลยแกล้งลุงให้นางเอกดู ชอบความเล่นพิเรนของพระเอกมาก

2. ฉากที่นางเอกต่อว่าแฟนตัวเองทางโทรศัพท์

คือปกติจะยอม ๆ ไปไง แต่พอเธอโดนแฟนด่ายับ แถมยังบอกเลิกอีก ทั้งที่เป็นเรื่องเล็ก ๆ แล้วนางเอกก็ทนไม่ไหว ใส่เป็นชุดเหมือนกัน เรารู้สึกว่าเหมือนนางเอกอัดอั้นตลอดเวลาที่คบกับแฟนคนนี้ไม่เคยได้เป็นตัวเองเลย โดนสั่ง โดนห้าม ไอนั่นไอนี่ จนข้างในมันอึดอัดมาก เลยพอแฟนบอกเลิกมาแบบนี้ ก็จัดไปด่าตัดไฟ ระเบิดความในใจออกมาทั้งหมดเพื่อจบความสัมพันธ์นี้ซักที 

แล้วก็ยังมีอีกหลายซีนเลยที่ชื่นชอบ ส่วนใหญ่จะเป็นฉากตลกคอมเมดี้ต้องยกนิ้วให้คนเขียนบทเลย มันฮามาก เข้ากับนักแสดงสุด ๆ โดยปกติแล้วพระเอกนางเอก ก็เป็นคนกวน ๆ อยู่แล้วด้วย แต่ละซีนมันเลยออกมาลงตัวมากขึ้น

ใครที่ต้องการชมภาพยนตร์ที่คลายเครียดเพราะเหนื่อยจากการทำงานเซ็งกับสิ่งรอบข้าง ในเรื่องไม่ได้ดราม่าจนเกินไป เน้นไปทางคอมเมดี้มากกว่า รับรองว่าคุณจะอารมณ์ดีและผ่อนคลายขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อได้มาลองชมภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ ซึ่งทางทรูไอดีก็มีให้ชม

ภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ เป็นภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติก คอมเมดี้ ผลงานการกำกับของ บรรจง ปิสัญธนะกูล ภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มและหญิงสาวชาวไทยที่ต่างคนก็ต่างไปเที่ยวประเทศเกาหลีคนเดียว ความบังเอิญทำให้พวกเขาได้พบกัน ทั้งสองจึงทำข้อตกลงที่จะไม่บอกชื่อแก่กัน เพื่อจะได้ออกเที่ยวเกาหลีด้วยกันอย่างสบายใจ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นักแสดงมากความสามารถมากมายมาร่วมแสดงไม่ว่าจะเป็นฉันทวิชช์ ธนะเสวี ที่มารับบทเป็น ด่าง (นามแฝง) ผู้ชายที่จะไปเที่ยวประเทศเกาหลีใต้ ด้วยรองเท้าแตะ และเสื้อยืดย้วย ๆ เขาเป็นคนเดียวในกรุ๊ปทัวร์ที่ไม่มีครอบครัวหรือคนรักมาด้วย ด้วยความเหงาและเดี่ยวดายของเขานี่เองที่ทำเขาเมา จนไม่สามารถตื่นทันทัวร์ได้

เขาจึงถูกทิ้งไว้ที่โรงแรมคนเดียว คนต่อมาคือหนึ่งธิดา โสภณ มารับบทเป็น (เม) หญิงสาวที่แอบแฟนไปเที่ยวประเทศเกาหลีเพียงคนเดียว เพราะต้องการที่จะไปงานแต่งเพื่อน และตามรอยซีรี่ย์เกาหลีที่เธอชอบ และคนสุดท้ายที่จะมาแนะนำในวันนี้คือวรัทยา นิลคูหา ที่มารับบทเป็น ก้อย อดีตแฟนเก่าของด่าง ที่เคยทิ้งเขาไปเพราะเขาไม่ได้ให้ความมั่นคงแก่เธอ เธอกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานกับแฟนใหม่ จนเมื่อเธอได้รับจดหมายจากด่าง เธอจึงเดินทางมาประเทศเกาหลีเพื่อบอกเขาว่าคนที่เธออยากแต่งงานด้วยจริงๆคือเขา  โดยภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ เป็นภาพยนตร์เมื่อปี 2553

– เนื้อเรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ

ภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ เปิดเรื่องราวมาที่ หนุ่มคนหนึ่งที่เหมือนเพิ่งจะอกหักมา เลยตัดสินใจไปเที่ยวประเทศเกาหลีกับกรุ๊ปทัวร์ การไปเที่ยวครั้งนั้นของเขา เป็นการไปที่ชิวมาก ๆ เพราะเขาไม่มีสัมภาระใด ๆ มีแต่เสื้อผ้าชุดที่เขาใส่อยู่เพียงชุดเดียว และเมื่อไปถึงเกาหลีความเหงา ก็ทำให้เขาดื่มเหล้าไปเยอะ จนไม่สามารถที่จะตื่นทันกรุ๊ปทัวร์ทัวร์ได้ เขาตกรถและถูกทิ้งไว้ที่โรงแรม แต่ความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่ เพราะเขาได้มาเจอกับสาวไทยคนหนึ่ง ที่ก็มาเที่ยวคนเดียวเช่นกัน

เขาจึงขอช่วยให้สาวไทยคนนั้นเป็นไกด์นำเที่ยวให้ สาวคนนั้นตกลง และก่อนจะไปเที่ยวกันพวกเขาก็ได้ทำข้อตกลงกันว่า ขณะที่อยู่ที่เกาหลี พวกเขาจะไม่บอกชื่อกันและกัน เพื่อจะได้เที่ยวกันอย่างเต็มที่ และไม่ต้องรู้สึกอะไรเมื่อต้องแยกจากกัน แล้วเรื่องราวของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป ติดตามชมได้ในซีรี่ย์เรื่อง กวน มึน โฮ

– ความประทับใจหลังดูภาพยนตร์เรื่อง  กวน มึน โฮ

ในช่วงที่ออกฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก จนเป็นกระแสให้คนไทยต่างพากันไปเที่ยวเกาหลี เพราะเนื้อเรื่องที่มีความสนุก น่าติดตาม มีทั้งความโรแมนติก และความตลก แถมเรายังจะได้ชมภาพวิวของประเทศเกาหลีใต้ไปในตัวอีกด้วย กับภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ

คะแนนของเรื่องนี้ 9/10

หนังรักจากฝีมือผู้กำกับหนังผีที่มีดีกรีความตลกอยู่ในตัวเต็มเปี่ยม โต้ง – บรรจง ปิสัญธนะกูล ที่มาครั้งนี้ เขาพร้อมจะเปิดเผยมุมโรแมนติกคอมเมดี้ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวให้โลกรู้ กับหนังเรื่องใหม่ของเขา หนังที่ไม่มีการหักมุม ไม่มีการสะดุ้ง ไม่มีการร้องกรี๊ด มีแต่ความจี๊ดและเสียงฮา

เขาและเธอ ชายหญิงแปลกหน้าที่ดันต้องมาจูงมือกันเที่ยวในนครแห่งความโรแมนติก

เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ในกรุงเทพฯ ก็คลั่งไคล้เกาหลี สาวออฟฟิศสีลมร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดเพราะ Autumn in My Heart, คุณแม่บ้านย่านลาดพร้าวก็หัดดองกิมจิกับ แดจังกึม, เด็กสยามแห่ตัดผมทรงเดียวกันจนดูไม่ออกว่าใครเรน ใครดงบังชิงกิ ฯลฯ สารพันความฮิตและอินเทรนด์นี้ทำให้ใคร ๆ ก็อยากไปสัมผัสไออุ่นในสถานที่ๆ เบยองจุนเคยหัวเราะ และจอนจีฮุนเคยร้องไห้

ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งก็เลือกที่จะไปเที่ยวเกาหลีด้วยเหตุผลที่ไม่ซ้ำใคร ทั้งคู่ไม่ได้ไปด้วยกัน แต่กลับพร้อมกัน

ชายหนุ่ม (เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี – ปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น) ผู้ชายที่จะไปย่ำแดนกิมจิด้วยรองเท้าแตะคีบ และเสื้อยืดย้วย ๆ บวกกางเกงขาสั้น เขาเป็นคนเดียวในกรุ๊ปทัวร์ที่ไม่มีครอบครัวหรือคนรักมาด้วย บางทีที่นั่งว่างเปล่าข้าง ๆ อาจเป็นสาเหตุให้เขาเมามายขนาดนี้ในวันเดินทาง

หลังล้อเครื่องแตะพื้นผิวท่าอากาศยานกรุงโซล โปรแกรมเที่ยวตามรหัสนรก 6-7-8 (ตื่นนอน – กินข้าว – ล้อหมุน) ก็เริ่มต้นขึ้น ชายหนุ่มจำทนฟังมุขฝืดของไกด์อยู่ครึ่งค่อนวัน ยอมสวมบทตากล้องจำเป็นให้กับคู่หวานแหววชักรูปกับป้ายบ้า ๆ บอ ๆ เป็นรอบที่ร้อย คืนนั้นชายหนุ่มเลยต้องพึ่งเหล้าโซจูย้อมใจ เข้าทำนอง “ดื่มเพื่อลืมทัวร์” แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่า เขามาเมาสลบอยู่หน้าเกสท์เฮาส์แห่งหนึ่งในชุดคลุมอาบน้ำโรงแรม!

เช้าวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นมาหมิ่นเหม่เวลาล้อหมุน หญิงสาว (หนูนา – หนึ่งธิดา โสภณ) ที่ยืนอยู่ตรงนั้นร้องโวยวาย เพราะต้องการทวงเสื้อหนาวที่เธอเสียสละให้เขาใช้คลุมกายคืน ชายหนุ่มผู้หลงทิศจึงบังคับแกมตีมึนให้หญิงสาวพาไปส่งที่โรงแรม แต่เพราะหลงทางเสียเวลา หลงเสพสุราเสียอนาคตชายหนุ่มตกรถพลาดทัวร์สุดเนิร์ด จนต้องมาเกาะสอยห้อยตามหญิงสาวที่ตั้งใจมาทัวร์เดี่ยวตะลุยโลเกชั่นซีรีย์สสุดฮิตของเกาหลีแทน

ชายหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมหญิงสาวถึงมาเที่ยวคนเดียว เธอตอบง่าย ๆ ว่า เที่ยวคนเดียวไม่ต้องเกรงใจใคร อยากไปไหนก็ไป ไม่ต้องทะเลาะกับใครด้วย

อาจเพราะความคะนอง หรือ ความเหงาทำงานเต็มที่ก็สุดจะเดา อยู่ ๆ ชายหนุ่มก็ยื่นข้อเสนอ “งั้นเรามาเที่ยวด้วยกันมั้ย ถ้าเธอไม่ชอบเที่ยวกับคนรู้จัก เราก็ไม่ต้องรู้จักกัน ไม่รู้ชื่อ ไม่รู้ข้อมูลส่วนตัว” เขายิ้มร่าพลางสรุป “เราจะเป็นแค่คนแปลกหน้าสองคนที่ไปเที่ยวด้วยกัน”

อาจเพราะความมึนจากฤทธิ์เหล้าโซจูที่เธอกระดกหมดถ้วย หรือ ความทะเล้นของชายหนุ่มที่ทำให้หญิงสาวอบอุ่นใจ เธอจึงตอบตกลง

The post รีวิวโรแมนติก คอมเมดี้ “กวน มึน โฮ” appeared first on สุขภาพ.

]]>
https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%99-%e0%b8%a1%e0%b8%b6%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%ae-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84/feed/ 0
ท้องไม่พร้อม: จัดการอย่างไรให้ปลอดภัย https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1-unplanned-pregnancy-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95/ https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1-unplanned-pregnancy-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95/#respond Mon, 13 Sep 2021 05:57:14 +0000 https://smallbizdevhackathon.com/?p=1803 ท้องไม่พร้อม (Unplanned Pregnancy) คือการตั้งครรภ์ไม่พึ […]

The post ท้องไม่พร้อม: จัดการอย่างไรให้ปลอดภัย appeared first on สุขภาพ.

]]>
ท้องไม่พร้อม (Unplanned Pregnancy) คือการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ โดยผู้ตั้งครรภ์ไม่ได้วางแผนหรือเตรียมตัวมีบุตรมาก่อน ภาวะท้องไม่พร้อมถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ช่วยให้เข้าใจประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ จำนวนประชากรเกิดใหม่ที่เพิ่มขึ้น การไม่คุมกำเนิดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และการวางแผนครอบครัว สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดภาวะท้องไม่พร้อมคือการไม่คุมกำเนิดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ โดยฝ่ายชายและฝ่ายหญิงไม่ได้วางแผนจะมีบุตร รวมทั้งไม่หาวิธีป้องกันการตั้งครรภ์ที่มีหลากหลายชนิด

ท้องไม่พร้อม

การคุมกำเนิดด้วยถุงยางอนามัย ยาคุมกำเนิด ห่วงคุมกำเนิด หรือวิธีคุมกำเนิดอื่น ๆ สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ร้อยละ 80-90 ส่วนการคุมกำเนิดถาวรอย่างการทำหมัน สามารถคุมกำเนิดได้มากกว่าร้อยละ 99 อย่างไรก็ตาม ผู้ที่คุมกำเนิดไม่ถูกวิธี เช่น ใช้ถุงยางอนามัยแล้วเกิดรั่ว หรือรับประทานยาคุมกำเนิดไม่สม่ำเสมอ ก็เสี่ยงท้องไม่พร้อมได้ ส่วนผู้ที่เคยประสบภาวะมีบุตรยาก ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรืออยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือน ก็สามารถตั้งครรภ์ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ เช่น ถูกข่มขืน หรือคู่นอนบังคับให้ร่วมเพศโดยไม่สวมถุงยางอนามัย ก็สามารถประสบภาวะท้องไม่พร้อม

ภาวะท้องไม่พร้อมก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับแม่และเด็กหลายอย่าง เนื่องจากผู้ตั้งครรภ์ไม่ได้วางแผนเพื่อเตรียมตัวมีบุตรมาก่อน จึงอาจส่งผลต่อสุขภาพครรภ์ของตนเองและทารกในครรภ์ เช่น หากผู้ตั้งครรภ์ไม่ได้วางแผนมีบุตรแต่เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ผู้ตั้งครรภ์อาจไม่สามารถรับมือหรือเตรียมตัวฝากครรภ์กับแพทย์ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการฝากครรภ์ช้าอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพครรภ์และทารกได้

สัญญาณและวิธีตรวจว่าท้องหรือไม่

ผู้ที่ไม่ได้วางแผนมีบุตรสามารถทราบได้ว่าตนเองตั้งครรภ์หรือไม่ โดยสังเกตจากรอบเดือนที่ขาดไปหรือไม่มาตามปกติ ทั้งนี้ หากรู้สึกคัดเต้านม รวมทั้งคลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วยซึ่งเป็นอาการแพ้ท้อง ก็แสดงว่าอาจกำลังตั้งครรภ์ โดยอาการแพ้ท้องจะเกิดขึ้นเมื่ออายุครรภ์ได้ 6 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย

อย่างไรก็ตาม การตรวจครรภ์จะช่วยระบุผลการตั้งครรภ์ได้อย่างชัดเจน ผู้ที่สงสัยว่าตนเองประสบภาวะท้องไม่พร้อมสามารถตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตนเองได้ โดยซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์ซึ่งมีจำหน่ายตามร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้อทั่วไปมาตรวจ ควรตรวจปัสสาวะด้วยชุดตรวจครรภ์หลังจากที่ประจำเดือนไม่มาตามปกติเป็นเวลา 1-2 วัน เพื่อให้ได้ผลการตรวจที่แม่นยำ หากคาดว่าตนเองตั้งครรภ์แม้ผลตรวจจะแสดงว่าไม่ใช่ อาจต้องรอประมาณ 1 สัปดาห์และตรวจด้วยที่ตรวจครรภ์อีกครั้ง หรือไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจได้

ทางเลือกเพื่อรับมือภาวะท้องไม่พร้อม

ภาวะท้องไม่พร้อมเกิดจากการไม่ได้วางแผนเพื่อเตรียมตัวรับมือกับการตั้งครรภ์ ผู้ตั้งครรภ์จึงควรพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจว่าจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร โดยจำเป็นต้องไตร่ตรองประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

ความพร้อมของตนและคู่รักว่าพร้อมมีบุตรหรือไม่

ปัญหาสุขภาพของตนและคู่รัก

ความเป็นอยู่และฐานะทางการเงิน

ความรับผิดชอบหน้าที่การงานและบทบาทของแม่

ความรับผิดชอบต่อภาระหน้าที่ที่มีต่อบุตร

ผลกระทบของภาวะท้องไม่พร้อมต่อสถานภาพทางสังคม เนื่องจากผู้ตั้งครรภ์เกิดตั้งครรภ์ก่อนแต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณี

การจัดสรรเวลาอยู่ด้วยกันในฐานะสามีภรรยาของคู่รักและบทบาทพ่อแม่ที่มีต่อบุตร

ผู้ประสบภาวะท้องไม่พร้อมควรคำนึงถึงความคิดด้านบวกและลบที่มีต่อประเด็นต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องตอบคำถามทุกคำถามทันที ทั้งนี้ ควรปรึกษาคู่รักของตนให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่าต่างยินดีจะเลี้ยงเด็กที่เกิดมาหรือไม่ก่อนพูดคุยหรือปรึกษากับครอบครัวของแต่ละฝ่ายต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้ประสบภาวะท้องไม่พร้อมที่อายุยังน้อย อาจได้รับแรงกดดันจากครอบครัวให้เลี้ยงเด็กเองหรือยกให้คนอื่นเลี้ยง ซึ่งผู้ประสบภาวะท้องไม่พร้อมและคู่รักควรเป็นผู้ตัดสินใจต่อการจัดการและรับมือกับภาวะที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง โดยสามารถตัดสินใจจัดการกับภาวะท้องไม่พร้อมได้ ดังนี้

  • เลี้ยงทารกที่เกิดมา ผู้ตั้งครรภ์ที่ตัดสินใจให้กำเนิดและเลี้ยงทารกเอง ต้องเข้าใจและยอมรับบทบาทหน้าที่ของการเป็นแม่ เนื่องจากผู้ตั้งครรภ์ต้องมีฐานะทางการเงินและความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตรให้เติบโตขึ้นมามีคุณภาพ โดยต้องเข้าใจเรื่องการดูแลทารก การเลี้ยงดูบุตร และการให้การศึกษาแก่บุตร อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นผู้ตั้งครรภ์ควรปฏิบัติตน ดังนี้
    • เริ่มฝากครรภ์และไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
    • รับการตรวจคัดกรองโรคเป็นประจำ
    • ค้นข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพครรภ์ ทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ เพื่อเตรียมพร้อมและดูแลสุขภาพครรภ์ได้อย่างเหมาะสม
    • วางแผนเกี่ยวกับหน้าที่การงาน ฐานะทางการเงิน และความรับผิดชอบต่อเรื่องต่างๆ ร่วมกับคู่รัก
    • ดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรง โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และอาหารที่มีกรดโฟลิคหรือยาโฟลิคเพื่อเสริมสร้างสุขภาพทารกในครรภ์ให้แข็งแรงสมบูรณ์
    • รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
    • ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำอย่างเหมาะสม
    • เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งงดสูบบุหรี่และใช้สารเสพติดต่างๆ
  • ยุติการตั้งครรภ์ วิธียุติการตั้งครรภ์สำหรับผู้ที่ ประสบ ภาวะ ท้องไม่พร้อม ประกอบด้วยการทำแท้งด้วยอุปกรณ์ทางการแพทย์และการใช้ยาทำแท้ง โดยผู้ตั้งครรภ์ควรเข้ารับยุติการตั้งครรภ์จากแพทย์อย่างถูกกฎหมาย ไม่ควรทำแท้งตามคลิกนิกทำแท้งเถื่อน หรือซื้อยาทำแท้งมาใช้เอง เนื่องจากอาจได้รับผลข้างเคียง เช่น เลือดออกมาก หรือติดเชื้อ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต ผู้ตั้งครรภ์ควรปรึกษาสูติแพทย์ที่โรงพยาบาลเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ โดยแพทย์หลายฝ่ายจะร่วมกันพิจารณาภาวะทางจิตใจของผู้ป่วย รวมทั้งข้อกฎหมาย เพื่อประกอบการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ทั้งนี้ การ ยุติการ ตั้ง ครรภ์ ที่ ถูก ต้อง ตาม กฎ หมาย ใน ประเทศไทย นั้น จะ ทำ ได้ โดย พิ จาร ณา เป็น กรณี ๆ ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ตามมาตรา 305 แห่ง ประมวล กฎหมาย อาญา พ.ศ. 2548 ระบุ ว่า สตรี มี ครรภ์ที่สามารถยุติการต้ังครรภ์ได้นั้น ต้องเป็นผู้ที่มีปัญหาสุขภาพทางร่างกายหรือจิตใจ หรือการตั้งครรภ์จากการล่วงละเมิดทางเพศหรือข่มขืนกระทำชำเรา ทั้งนี้ การยุติการตั้งครรภ์ควรทำตั้งแต่อายุครรภ์ยังไม่มาก เนื่องจากการยุติการตั้งครรภ์เมื่ออายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพได้

อย่างไรก็ตาม การรับมือกับภาวะท้องไม่พร้อมด้วยวิธียุติการตั้งครรภ์ อาจทำให้ผู้ตั้งครรภ์รู้สึกผิด เสียใจ หรือซึมเศร้าได้ ทั้งนี้ปัจจัยอื่น ๆ อันได้แก่ วัฒนธรรมทางสังคม ความเชื่อทางศาสนา และความคิดของผู้คนรอบข้างก็มีอิทธิพลต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นด้วย ผู้ตั้งครรภ์ควรพูดคุยกับคนในครอบครัว เพื่อน หรือบุคคลที่ไว้ใจได้ หรืออาจเขียนระบายความรู้สึกตอนที่ประสบภาวะท้องไม่พร้อมและหลังจากต้องยุติการตั้งครรภ์เพื่อระบายความเครียด รวมทั้งปรึกษานักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์เพื่อช่วยรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังยุติการตั้งครรภ์ ทั้งนี้ ผู้ที่เกิดความเครียดหลังทำแท้งสามารถใช้บริการจากองค์กรที่ช่วยให้คำแนะนำหรือเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาชีวิตได้

The post ท้องไม่พร้อม: จัดการอย่างไรให้ปลอดภัย appeared first on สุขภาพ.

]]>
https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%97%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1-unplanned-pregnancy-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95/feed/ 0
The Secret Life of Walter Mitty : ชีวิตอัศจรรย์ ความฝัน ความจริง https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a/ https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a/#respond Fri, 10 Sep 2021 09:27:58 +0000 https://smallbizdevhackathon.com/?p=1800 หลังจากที่เคยฝากผลงานการกำกับหนังครั้งล่าสุดไว้ใน Tropi […]

The post The Secret Life of Walter Mitty : ชีวิตอัศจรรย์ ความฝัน ความจริง appeared first on สุขภาพ.

]]>
หลังจากที่เคยฝากผลงานการกำกับหนังครั้งล่าสุดไว้ใน Tropic Thunder เมื่อปี 2008 ล่าสุด เบน สติลเลอร์ ก็ลุกขึ้นมาสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นด้วยผลงานแนว Feel Good เรื่องใหม่ อย่าง The Secret Life of Walter Mitty : ชีวิตพิศวงของวอลเตอร์ มิตตี้ โดยหนังเรื่องนี้ หากดูผ่าน ๆ อาจมองว่าเป็นหนังธรรมดา ไม่มีอะไรหวือหวา และคงมีเพียงแค่ความสวยงามของฉากหลังที่เห็นในตัวอย่างเท่านั้น ที่น่าจะดึงดูดใจคนดูได้มากที่สุด

แต่หารู้ไม่ว่า ที่จริงแล้ว The Secret Life of Walter Mitty : ชีวิตพิศวงของวอลเตอร์ มิตตี้ ซ่อนอะไรดี ๆ ไว้มากกว่าที่คิด เพราะหลังจากที่หนังเข้าฉาย บรรดานักวิจารณ์หรือคนที่ได้ไปชมหนังเรื่องนี้ ต่างพากันเดินออกมาจากโรงด้วยความประทับใจ

แต่เมื่อดูจบ ณ ตอนนี้ ขอยกให้เป็นหนังเรื่องที่ชอบ มากที่สุดของปี 2557 ดูหนังออนไลน์ฟรี (เพราะเพิ่งดูไปเรื่องเดียว ตึ่ง โป๊ะ !) เอาจริง ๆ คิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้ดีสุด ๆ ขนาดอยู่ในหมวดหนังที่ทุกคนต้องดู เพียงแต่สำหรับคนที่ต้องการแรงบันดาลใจให้กับชีวิต ในการเริ่มต้นปีใหม่ หนังเรื่องนี้ก็ถือว่าจัดอยู่ในหมวดหนังที่ควรดูและควรดูในโรงหนัง

เนื้อเรื่องโดยย่อ ใครดูแล้วข้ามส่วนนี้ไปโลด

The Secret Life of Walter Mitty พูดถึงเรื่องราวของ มิตตี้ (เบน สติลเลอร์) คือ ชายวัยกลางคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตซ้ำซากจำเจในห้องฟิล์มอันอุดอู้ ของบริษัทนิตยสาร Life แต่ที่ไม่ธรรมดาคือมีอาการฝันกลางวันแบบหลุดโลกติดตัวมาด้วย

คราวซวยมาเยือนเมื่อบริษัทถูกซื้อไปแปรรูปเป็นนิตยสารออนไลน์ ทำให้ต้องมีการปฏิรูปองค์กร ซึ่งมาพร้อมการไล่พนักงานที่ไม่จำเป็นออก เรื่องราวดูยังไม่เลวร้ายเท่าไหร่นัก เพราะหน้าที่ของมิตตี้ คือการรับผิดชอบรูปของนักถ่ายภาพชื่อดังนามว่าฌอน (ฌอน เพนน์) ที่ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นมาร่วม 16 ปี แต่ความซวยซ้ำซ้อนเกิดขึ้นเมื่อรูปที่ 25 ที่ต้องใช้ลงในหน้าปกนิตยสารฉบับสุดท้ายเกิดหายไป และมันเป็นความรับผิดชอบของมิตตี้

The Secret Life of Walter  Mitty

มิตตี้ต้องออกเดินทางตามหาฟิล์มหมายเลข 25 ซึ่งกำหนดอนาคตชีวิตการทำงานของเขา โดยไม่รู้เลยว่าการเดินทางครั้งนี้จะเปลี่ยนชีวิตเค้าไปตลอดกาล

ถ้าอ่านแค่เรื่องย่อก็อย่างที่บอกไปตอนแรกว่าโคตรธรรมดา แต่การทำหนังพล็อตธรรมดาให้ออกมาไม่ธรรมดานี่แหละที่เป็นตัวพิสูจน์ฝีมือของทีมงานและทีมงานเรื่องนี้สอบผ่านแบบสบาย ๆ

โดยรวม เรื่อง นี้ เป็น หนัง Feel Good เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ดูง่าย สบายตา สบายใจและสบายหัว (แต่ไม่สบายกระเป๋าเท่าไหร่นะฮะเมเจอร์) คือจะดูแบบชิว ๆ ไม่คิดมากก็สนุกได้ แต่ถ้าชอบคิดเยอะ หนัง ก็ แฝง อะไร ไว้ ให้ คิด ต่อ ได้ อย่าง สนุก ดี โดย อีก จุด เด่น ที่ ไม่ ชม ไม่ ได้ คือ งาน ภาพ วิว ทิว ทัศน์ ที่ สวย โปร่ง โล่ง ง่าย สบายตา เชื้อเชิญให้น่าเก็บเงินออกท่องโลกยิ่งนัก

 สาระที่หนังนำเสนอหรือสิ่งที่ผมได้รับจากหนังเรื่องนี้ ขอแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ แก่น กระพี้ และ เปลือก

ซึ่งเหตุผลที่ใช้การแบ่งประเภทแบบนี้ เนื่องจากหนังค่อนข้างเน้นไปที่การนำเสนอ แก่น ไม่ว่าจะเป็นการแทนรูปที่ 25 เป็นแก่นของนิตยสารฉบับสุดท้าย หรือคำขวัญของบริษัทที่เปรียบเสมือนแก่นของ L.I.F.E. (ซึ่งตีความได้ทั้งสองทาง คือ นิตยสารและชีวิต)

ส่วนของ แก่น นั้น แน่นอนว่าสำคัญที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่า กระพี้และเปลือกจะไม่สำคัญ ส่วนที่เรียกว่ากระพี้และเปลือกนั้น หมายถึง สิ่งที่หนังต้องการจะสื่อเช่นกัน แต่ด้วยเวลาที่จำกัด จึงอาจต้องลำดับความสำคัญ และไม่ได้ให้น้ำหนักมากนัก ก็เหมือนเพลง ที่ต้องมีทั้ง Intro Verse Pre Chorus และ Bridge ประกอบกัน ท่อน Chorus เด่นสุดก็จริง แต่ถ้ามีแต่ Chorus ก็ไม่ถือว่าเป็นเพลง

ดังนั้นทุกส่วนของหนัง จึงมีเพื่อช่วยเกื้อหนุนกันให้หนังออกมาสมบูรณ์ที่สุด  แก่น กระพี้และเปลือกของหนังเรื่องนี้ ประกอบกันเป็นลำต้นที่แข็งแรงเพื่อส่งสารผ่านกิ่งก้านส่งต่อแรงบันดาลใจที่หลากหลายเข้าไปหยั่งรากลึกลงในจิตใจของผู้ชม

ขอเริ่มต้นจากประเด็นที่เป็น “เปลือก” ก่อน ก็คือ เรื่องบริษัทและชีวิตครอบครัวของมิตตี้

เรื่องการปฏิรูปบริษัทของมิตตี้จากนิตยสารเป็นรูปแบบออนไลน์ให้เข้ากับยุคสมัยนั้น พนักงานกินเงินเดือนดูแล้วน่าจะสะอึกไม่น้อย ในยุคสมัยโลกาภิวัตน์แบบปัจจุบัน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วปรู๊ดปร๊าด องค์กรที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้แต่รอวันตายเท่านั้น เมื่อช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงจึงต้องดิ้นรนทุกรูปแบบเพื่ออยู่รอด ไม่ว่าคนหรือบริษัทก็ไม่ต่างกัน สิ่งใดที่ไม่สำคัญมากพอย่อมต้องถูกตัดทิ้งเพื่อรักษาชีวิต

ไม่มีใครผิด ใครถูก มันเป็นเรื่องของการเอาชีวิตรอดเท่านั้น ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้คนที่ทุ่มเทต่อองค์กรมาเกือบทั้งชีวิต ก็ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ

ประเด็นการเอาชีวิตรอดสอดคล้องต่อเนื่องกับประเด็นครอบครัว เมื่อพ่อซึ่งเป็นเสาหลักจากไป เพื่อรักษาครอบครัวเอาไว้

ในอดีตมิตตี้ก็ต้องเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงและตัดบางสิ่งทิ้งไปเช่นกัน น่าเศร้าที่สิ่งนั้นคือตัวตนของตัวเองและความฝัน

เค้ายอมตัดผมโมฮอคซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการออกนอกกรอบ มาสมัครงานที่ร้านพิซซ่า Papa John ที่ซึ่งแม่ของเขาคิดว่ามิตตี้เข้าไปทำงานที่นั่น เพราะ “คิดถึง” พ่อที่จากไป แต่เปล่าเลย

หนังแอบมีแซวตัวเองเรื่องการเขียนบทไว้ด้วย ว่าจริง ๆ แล้ว มันมีสูตรของมันอยู่ คือต้องคิดแบบ Reverse เริ่มจากตอนท้ายก่อน แล้วค่อยย้อนมากระจาย Clues ไว้ตามช่วงแรก ๆ ซึ่งพอมาคิดตามนั้น หนังเรื่องนี้ก็เขียนบทมาแบบนั้นจริง ๆ

ต่อมาคือประเด็นที่เป็น “กระพี้” คือ ยาบำรุงกำลัง(ใจ) การหาคู่และคำพูดป๋าฌอน

พูดคุยเรื่องหนังมาเสียยืดยาว ถ้าไม่พูดถึงนางเอกก็ออกจะดูใจร้ายไปหน่อย หนังเริ่มต้นด้วยการเข้าเว็บหาคู่ของพระเอก ที่มีปัญหาเพราะทำอย่างไรก็ไม่สามารถส่งการทักทายไปหา นางเอก (เชอริล) ได้ เนื่องจากช่องประวัติของพระเอกนั้นว่างเปล่า เพราะชีวิตไม่มีอะไรน่าสนใจพอที่จะกรอกลงไปได้ เที่ยวครั้งสุดท้ายที่ไหน ? เวลาว่างทำอะไร ?

ดูคลับคล้ายคลับคลาจะสะท้อนถึงสังคม Social Network ในปัจจุบัน ที่วัยรุ่นยุคใหม่อยากจะเป็น Somebody พยายามพรีเซนต์ตัวเองกันทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้รับความสนใจจากสังคม เมื่อวานฉันไปเที่ยวที่นู่น วันนี้ฉันกินไอ้นี่ พรุ่งนี้ฉันจะทำไอ้นั่น

จนบางครั้งเราอาจจะลืมไปว่าเราทำสิ่งนั้นเพราะ “อยากทำ” หรือเราทำสิ่งนั้นเพราะ “อยากโชว์” กันแน่

หนังสรุปประเด็นนี้ง่าย ๆ แต่รุนแรงเหมือนโดนตบหน้ากลางสี่แยก ด้วยประโยคสั้น ๆ จากป๋าฌอน

“Beautiful things don’t ask for attention”

คำเพียงไม่กี่คำ พูดออกมาแบบสบาย ๆ แต่คนฟังคล้ายโดนอัปเปอร์คัทเข้าปลายคาง ตาสว่างกันไป

ขอบอกว่าป๋าฌอนในบทนี้แมร่งโคตรเท่ฮะ เท่มาก ต่อให้รูปนี้ลุงยืนแคะขี้มูกผมว่าก็คงเท่อยู่ดี

ประโยคนี้มันมีพลังมากกว่านั้น หลังจากเปิดหูเปิดตาเราแล้ว

ถ้าคิดในมุมกลับ มันยังส่งต่อเราไปสู่อีกจุดหมายหนึ่ง

เมื่อความงามที่แท้จริงนั้นไม่เรียกร้องความสนใจ

เมื่อสิ่งที่เรียกร้องความสนใจ อาจไม่ใช่ของจริง

ดังนั้น ถ้าเราอยากพบความงามที่แท้จริง

The post The Secret Life of Walter Mitty : ชีวิตอัศจรรย์ ความฝัน ความจริง appeared first on สุขภาพ.

]]>
https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a/feed/ 0
ถั่วพีแคน อร่อยเพลินแถมคุณประโยชน์เพียบ https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%99-pecan-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94/ https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%99-pecan-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94/#respond Fri, 10 Sep 2021 05:44:55 +0000 https://smallbizdevhackathon.com/?p=1795 ถั่วพีแคน (Pecan) เป็นถั่วชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางอาหารม […]

The post ถั่วพีแคน อร่อยเพลินแถมคุณประโยชน์เพียบ appeared first on สุขภาพ.

]]>

ถั่วพีแคน (Pecan) เป็นถั่วชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางอาหารมากมาย อุดมไปด้วยไขมันชนิดดี วิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ ถั่วพีแคนดิบยังไม่มีโซเดียมและคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ จึงนิยมนำมาทำเป็น อาหารว่างเพื่อสุขภาพ แทนการรับประทานขนมขบเคี้ยว หรือนำไปประกอบอาหารในเมนูต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะเมนูขนมหวาน

ถั่วพีแคนมีต้นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ จัดเป็นถั่วชนิดหนึ่งในตระกูลวอลนัท มีรสชาติหอมมัน และมีรสหวานจากธรรมชาติ นอกจากความอร่อยแล้ว ถั่วพีแคนยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย บทความนี้จึงได้รวบรวมคุณประโยชน์ต่อสุขภาพของถั่วพีแคน และข้อควรระวังในการรับประทานมาฝากกัน

ถั่วพีแคน

ประโยชน์ของ ถั่ว พี แคน

ถั่วพีแคนประกอบด้วยคุณค่าทางสารอาหารมากมาย โดยมีการศึกษาถึงคุณประโยชน์ของถั่วพีแคนต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ ไว้ดังนี้

  1. อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์

ทราบกันดีว่าถั่วเป็นธัญพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งโปรตีน ใยอาหาร และไขมันไม่อิ่มตัว ถั่วพีแคนก็เป็นถั่วชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางอาหารมากมายเช่นกัน โดยถั่วพีแคน 1 ออนซ์หรือประมาณ 28 กรัม มีโปรตีน 2.5 กรัม ไขมัน 20.5 กรัม ใยอาหาร 2.7 กรัม และเป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น

  • แมงกานีส (Manganese) ร้อยละ 60 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน ทำหน้าที่กระตุ้นเอนไซม์ในกระบวนการเผาผลาญอาหารที่รับประทานให้ทำงานได้ดีขึ้น
  • ทองแดง (Copper) ร้อยละ 40 ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน มีบทบาทในการสร้างเม็ดเลือดแดง และมีส่วนช่วยในการทำงานของสมองและระบบภูมิคุ้มกัน
  • วิตามินบี 1 หรือไทอะมีน (Thiamine) ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงาน และช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง
  1. บำรุงหัวใจ

ถั่วพีแคนเป็นธัญพืชที่อุดมไปด้วยของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acids) อย่างกรดโอเลอิก (Oleic Acid) ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ลดความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง และยังช่วยคงสภาพของเซลล์ในร่างกายให้ทำงานได้ตามปกติ

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งระบุว่าการรับประทานถั่วประเภทยืนต้น (Tree nuts) อย่างถั่วพีแคนเป็นประจำ อาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวม คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อร่างกายในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพของถั่วพีแคนในด้านนี้อีกครั้ง

  1. ลดระดับน้ำตาลในเลือดและป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานโดยไม่ได้รักษาและควบคุมระดับน้ำตาลให้เป็นปกติ อาจเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายตามมา โดยอาจทำให้หลอดเลือดได้รับความเสียหายและเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ มีงานวิจัยระบุว่า การรับประทานถั่วพีแคนอาจช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินได้

งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งพบว่า การรับประทานถั่วพีแคน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวม17 เปอร์เซ็นต์ ลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease) ลงได้ 20 เปอร์เซ็นต์ และลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้ 34 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับประทานถั่วพีแคนน้อยกว่า 28 กรัม เพียง 1 ครั้งต่อเดือน

ถั่วพีแคนเป็นถั่วที่มีค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index) ต่ำ ถั่วพีแคน 1 ออนซ์ประกอบด้วยน้ำตาลเพียง 1 กรัมโดยประมาณ การรับประทานถั่วพีแคนจึงไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น รสหวานตามธรรมชาติของถั่วพีแคนทำให้ผู้ที่รักสุขภาพหลายคนเลือกรับประทานเป็นอาหารว่างทดแทนการรับประทานขนมหวานหรือขนมกรุบกรอบอื่น ๆ

  1. ประโยชน์ในด้านอื่น

วิตามินเอ วิตามินอี และซิงค์ที่พบในถั่วพีแคน มีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งอาจช่วยให้ร่างกายป้องกันการติดเชื้อและฟื้นฟูความเสียหายภายในร่างกาย นอกจากนี้ ผลการวิจัยหนึ่งระบุว่าถั่วประเภทยืนต้นเป็นถั่วประเภทที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxiadant) สูงกว่าถั่วประเภทอื่น และถั่วพีแคนถือเป็นถั่วที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดเมื่อเทียบกับถั่วประเภทยืนต้นชนิดอื่น ๆ

สารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มฟีนอลิก (Phenolics) เช่น ฟลาวาน-3-ออล (Flavan-3-ols) แอนโทไซยานิดิน (Anthocyanidins) และโปรแอนโทไซยานิดิน (Proanthocyanidins) ที่พบในถั่วพีแคนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง จึงอาจมีส่วนช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการสะสมของอนุมูลอิสระ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และอาจป้องกันการเกิดปฏิกิริยา Oxiadation ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติ

ข้อควรระวังในการรับประทานถั่วพีแคน

การรับประทานถั่วพีแคนในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ได้รับแคลอรี่หรือพลังงานสูงเกินกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการ โดยถั่วพีแคน 1 ออนซ์ ให้พลังงานประมาณ 196 แคลอรี่ สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) จึงแนะนำให้รับประทานไม่เกินวันละ 1 ออนซ์ หรือ 28 กรัม เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ การรับประทานถั่วพีแคนอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ในผู้ที่มีอาการแพ้ถั่วประเภทยืนต้น (Tree Nut Allergy) ผู้ที่มีอาการแพ้จึงไม่ควรรับประทานถั่วพีแคนและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ได้จากการแปรรูปถั่วพีแคน หากรับประทานถั่วพีแคนแล้วเกิดอาการแพ้ เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน หายใจลำบาก ควรไปพบแพทย์ เนื่องจากผู้ที่แพ้ถั่วบางรายอาจเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

รับประทานถั่วพีแคน Pecan ให้ได้ประโยชน์

ถั่วพีแคนสามารถนำมารับประทานเป็นอาหารว่าง โดยนำไปอบและแกะเปลือกออก ซึ่งสามารถซื้อถั่วพีแคนดิบและนำมาอบได้เองที่บ้าน หรือเลือกซื้อถั่วพีแคนชนิดอบสำเร็จรูปที่หาซื้อได้ทั่วไป นอกจากนี้ สามารถนำถั่วพีแคนมาใส่ในเมนูอาหารคาว เช่น สลัด สปาเกตตี้ และซุป หรือนำมาทำเมนูขนมอบต่าง ๆ เช่น มัฟฟิน และแพนเค้ก

หากต้องการรับประทานถั่วพีแคนให้ได้ประโยชน์ยิ่งขึ้น การรับประทานถั่วพีแคนกับข้าวโอ๊ต โยเกิร์ต หรือซีเรียล โรยด้วยผลไม้สดหั่นเป็นชิ้น จะช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหารได้ หรืออาจนำถั่วพีแคนไปปั่นรวมกับผลไม้ชนิดต่าง ๆ ก็จะได้เครื่องดื่มสมูทตี้ที่ให้ความสดชื่นและดีต่อสุขภาพ

ถั่วพีแคนเป็นถั่วที่มีสารอาหารทั้งใยอาหาร แร่ธาตุ และวิตามินที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย อีกทั้งยังมีคาร์โบไฮเดรตต่ำและมีไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพ จึงเชื่อกันว่าถั่วพีแคนเป็นธัญพืชชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางอาหารสูง อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานถั่วพีแคนในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อื่น ๆ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพ

The post ถั่วพีแคน อร่อยเพลินแถมคุณประโยชน์เพียบ appeared first on สุขภาพ.

]]>
https://smallbizdevhackathon.com/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%99-pecan-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%94/feed/ 0